ข่าวเด่น ประเด็นร้อน
กองประชาสัมพันธ์ ได้วิเคราะห์สถานการณ์ข่าว บทความ บทวิจารณ์ และคอลัมน์ต่างๆ จากหนังสือพิมพ์รายวัน ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 ปรากฏว่าการนำเสนอข่าวและการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชนและคอลัมนิสต์ให้ความสำคัญกับ การเตรียมความพร้อมแผนบริหารจัดการน้ำ โดยสรุปสาระสำคัญ ปัญหาอุปสรรค/ผลกระทบ และข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวได้ ดังนี้
สาระสำคัญ นาย ปีติพงษ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา กรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำ (กยน.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการวางแผนและกำหนดมาตรการแก้ปัญหาระยะสั้น กล่าวถึง การประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมแผนการบริหารจัดการน้ำเพื่อถวายรายงานความคืบหน้าต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ ณ โรงพยาบาลศิริราชว่า ที่ประชุมได้รายงานความคืบหน้าการบริหารจัดการน้ำของคณะอนุกรรมการฯ ทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว รวมถึงเร่งรัดและจัดลำดับความสำคัญการดำเนินโครงการใน 3 ส่วน คือ (1) การจัดลำดับความสำคัญของโครงการ โครงการใดสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อน เดือนพฤษภาคมนี้ เช่น การจัดหาพื้นที่เก็บพักน้ำชั่วคราว 2 ล้านไร่ การสร้างคันกั้นน้ำในพื้นที่ต่างๆ การขุดลอกคลองเพื่อการระบายน้ำ และการจัดการพื้นที่ฟลัดเวย์ (2) ก ารนำแผนผังการบริหารจัดการน้ำมาทบทวนว่าสามารถทำได้หรือไม่อย่างไร โดยให้นักอุตุนิยมวิทยาคำนวณปริมาณน้ำฝนและผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมนำมาบริหาร จัดการด้านเทคนิค ซึ่งโดยภาพรวมแล้วไม่ต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงมากนัก และ (3) การประเมินงบลงทุนระยะสั้น จำนวน 1.7 หมื่นล้านบาท หากมีการดำเนินการแล้วจะมีผลต่อการป้องกันพื้นที่น้ำท่วมได้มากน้อยอย่างไร โดยเฉพาะการป้องกันพื้นที่สำคัญ ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ โดยรวมยังคงยึด หลักการเดิมคือ พื้นที่ต้นน้ำจะมุ่งเน้นการควบคุมปริมาณน้ำในเขื่อน พื้นที่กลางน้ำจะมุ่งเน้นที่การใช้พื้นที่แก้มลิง 2 ล้านไร่ และพื้นที่ปลายน้ำเป็นการบริหารจัดการในการระบายน้ำ(สยามรัฐ, มติชน, ไทยรัฐ, คม ชัด ลึก, สำนักข่าวแห่งชาติ, เดลินิวส์, ข่าวสด, กรุงเทพธุรกิจ) นาย กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงการคลัง (กค.) กล่าวว่า รัฐบาลจะเดินหน้าโครงการเร่งด่วนในการป้องกันและบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้ทันกับฤดูฝนที่จะมาถึงในเดือน พฤษภาคม–มิถุนายน โดยงานแรกที่จะเร่งดำเนินการคือ การก่อสร้างกำแพงกั้นน้ำริมฝั่งเจ้าพระยาเป็นการถาวรทดแทนแนวกระสอบทรายเดิมในปีที่แล้ว คาดต้องใช้งบฯ ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ส่วนที่ 2 เป็นโครงการจัดเตรียมพื้นที่รองรับน้ำ ซึ่งจากการลงพื้นที่ของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและคณะทำให้ได้เห็นความชัดเจน โดยจะมีพื้นที่รองรับน้ำประมาณ 1.5 ล้านไร่ ซึ่งจะต้องเตรียมพื้นที่ไว้รองรับปริมาณน้ำฝน ที่เอ่อล้นออกจากแม่น้ำลำคลองสายต่างๆ ให้มารวมไว้ในแต่ละจุด เพื่อช่วยบรรเทาความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ต่อบ้านเรือนประชาชน คาดจะต้องเตรียมงบประมาณไว้ราว 6 หมื่นล้าน โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ประสานและทำความเข้าใจกับเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่รับน้ำให้บริหารจัดการการเพาะปลูกให้อยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสม คาดจะต้องใช้เวลาสำหรับการเป็นพื้นที่รับน้ำประมาณ 4 เดือน(สยามรัฐ, มติชน, ไทยรัฐ, โพสต์ทูเดย์, ไทยโพสต์, ข่าวสด, กรุงเทพธุรกิจ) นาย วิเชียร ชวลิต เลขานุการคณะกรรมการ กยน. กล่าวว่า รัฐบาลจะเดินหน้าโครงการในการวางระบบจัดการน้ำตามแผนแม่บทที่วางไว้ ซึ่งใช้งบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท และไม่มีการเพิ่ม โครงการใหม่ แต่เป็นการดำเนินการก่อสร้างตามแผนที่วางไว้ทั้งระยะสั้นและระยะยาวที่ต้องใช้เวลาในการก่อสร้าง 3–5 ปี ทั้งนี้ ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ คณะกรรมการ กยน. จะเรียกส่วนราชการที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงาน ส่วนต่างๆ มาสอบถามความคืบหน้าของโครงการที่ได้มีการสั่งการให้ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ รวมทั้งจะได้ข้อสรุปในเรื่องเงินชดเชยของพื้นที่ที่จะรับน้ำ(กรุงเทพธุรกิจ) นาย ธีระ วงศ์สมุทร รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) กล่าวว่า คณะทำงานจัดหาพื้นที่ รับน้ำนองเร่งสรุปพื้นที่รับน้ำแก้มลิงและหลักเกณฑ์ช่วยเหลือเกษตรกรได้แล้ว โดยจะเสนอนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์นี้ โดยหลักเกณฑ์การใช้พื้นที่แบ่งเป็น 6 กลุ่ม แต่ละพื้นที่การชดเชยจะไม่เท่ากัน เพราะบางพื้นที่ ปกติน้ำไม่เข้าท่วมมาก แต่ต้องการตัดยอดน้ำ หรือตัดปริมาตรน้ำออกจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาก่อนเข้าเขื่อนเจ้าพระยา เช่น โครงการชลประทานเริงราง จ.ลพบุรี โครงการชลประทานมโนรมย์ จ.ชัยนาท ซึ่งพื้นที่เหล่านี้ต้องจัดเป็น พื้นที่ท่วมพิเศษ ส่วนพื้นที่ที่ยังไม่มีคันกั้นน้ำจะต้องเร่งก่อสร้าง โดยแต่ละพื้นที่จะมีระดับความลึกของน้ำไม่เท่ากัน เพื่อรักษาพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนเมืองจากพื้นที่เสียหายปี 2554 ที่มีถึง 10 ล้านไร่(โพสต์ทูเดย์) กองประชาสัมพันธ์ ได้วิเคราะห์สถานการณ์ข่าว บทความ บทวิจารณ์ และคอลัมน์ต่างๆ จากหนังสือพิมพ์รายวัน ประจำวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555 ปรากฏว่าการนำเสนอข่าวและการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชนและคอลัมนิสต์ให้ความสำคัญกับ การจัดตั้งองค์กรเพื่อบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ โดยสรุปสาระสำคัญ ปัญหาอุปสรรค/ผลกระทบ และข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวได้ ดังนี้ สาระสำคัญ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การติดตามการแก้ไขปัญหาอุทกภัย ในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ระหว่างวันที่ 13–17 กุมภาพันธ์นี้ จะมีรัฐมนตรีลงพื้นที่ล่วงหน้า เพื่อประชุมเตรียมงานและมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ติดตามคณะลงพื้นที่ ส่วนแผนบริหารจัดการน้ำเรื่องการชดเชยเยียวยาในพื้นที่ที่ถูกเลือกเป็นพื้นที่รับน้ำและแก้มลิง ได้วางกรอบแนวทางทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกคร่าวๆ แล้ว แต่ยังไม่สามารถประกาศในรายละเอียด อย่างไรก็ตาม ยืนยันรัฐบาลจะมีมาตรการดูแลชดเชย ซึ่งจะชี้แจงเป็นเรื่องๆ ไป เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างชัดเจนและจะนำแผนทั้งหมดไปหารือในแต่ละจังหวัด ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ของการลงพื้นที่เพื่อต้องการติดตามและทำงานแบบบูรณาการระหว่างคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) และพื้นที่ ตลอดจนกระทรวงต่างๆ เพื่อให้ รับทราบรายละเอียดข้อเท็จจริงอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันต้องการติดตามความคืบหน้าการฟื้นฟูว่ามีปัญหาอย่างไร
สำหรับ การจัดงาน เลี้ยงขอบคุณผู้เกี่ยวข้องกับการฟันฝ่าวิกฤตน้ำท่วม ‘ รักเมืองไทย เดินหน้า ประเทศ ’ ที่ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อเป็นกำลังใจและสร้างความปรองดอง เพราะประเทศไทย ต้องการความสามัคคี รวมทั้งเพื่อขอบคุณทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งยังเป็นการสร้างความมั่นใจ เพราะรัฐบาล ต้องการความร่วมมือจากทุกหน่วยงานในการฟื้นฟูและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศ (ไทยรัฐ, เดลินิวส์, มติชน, ข่าวสด, แนวหน้า, บ้านเมือง, พิมพ์ไทย, โลกวันนี้, กรุงเทพธุรกิจ, คม ชัด ลึก, สยามรัฐ, สำนักข่าวแห่งชาติ, สำนักข่าวไทย, ไทยโพสต์, โพสต์ทูเดย์, เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน) นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอให้รัฐบาลช่วย กทม. ดำเนินการ ป้องกันน้ำท่วมเกี่ยวกับการขุดลอกคลอง การซ่อมแซมประตูระบายน้ำ การออกแบบ และติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ การเชื่อมโยงระบบเตือนภัย รวมถึงการจัดทำแผนเผชิญเหตุและคลังเครื่องมือ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม โดยแบ่งงาน ขุดลอกคลองในพื้นที่กรุงเทพฯ ภายใต้หลักการที่รัฐบาลมอบหมายให้กระทรวงที่มีขีดความสามารถเข้าไปช่วย ดำเนินการ ซึ่งจะขุดลอกคลองในพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งสิ้น 43 คลอง 48 โครงการ แบ่งเป็นการขุดคลองหลัก 29 แห่ง โดยแบ่งให้ กทม. รับผิดชอบ 19 คลอง, กระทรวงกลาโหม (กห.) 5 คลอง, มท. 1 คลอง, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) 1 คลอง, กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) 2 คลอง และกระทรวงแรงงาน (รง.) 1 คลอง (มติชน, เดลินิวส์, สำนักข่าวแห่งชาติ, โพสต์ทูเดย์) นาง ฐิติมา ฉายแสง รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. อนุมัติร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ ตามที่ กยน. เสนอ โดยกำหนดให้จัดตั้งองค์กรเพื่อบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ( Single Command ) จำนวน 3 ชุด ได้แก่ (1) คณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นคณะทำงาน และมี กยน.เป็นคณะที่ปรึกษา โดยให้ กนอช. มีอำนาจในการกำหนด นโยบายการจัดทำแผนปฏิบัติการ และการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงเสนอแนะการปฏิบัติราชการและการบริหารงบประมาณเงินกู้ (2) คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) มีรองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีกรรมการอื่นที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง โดยให้ กบอ. มีอำนาจในการจัดทำแผนปฏิบัติการ กำหนดวิธีการดำเนินการหน่วยงานของรัฐ อนุมัติแผนงานและสนับสนุนการปฏิบัติงาน อำนวยการกำกับดูแลและติดตามการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐ สั่งการให้แก้ไขปัญหาให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติ (3) สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) โดยนายกรัฐมนตรีจะเป็น ผู้แต่งตั้งเลขาธิการ โดยให้ สบอช. มีอำนาจในการบริหารแผนงาน กำกับ ติดตาม เร่งรัดการทำงานของหน่วยงานรัฐ และสนับสนุน กนอช.และ กบอ. จากนั้นหน่วยงานรัฐจะเป็นผู้ดำเนินการตามแผนและตามระยะเวลาที่ กบอ.กำหนด รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ตาม กนอช. และ กบอ.กำหนด โดยให้ถือเป็นเรื่องที่ ครม. กำหนด (ไทยรัฐ, เดลินิวส์, มติชน, ข่าวสด, แนวหน้า, บ้านเมือง, พิมพ์ไทย, โลกวันนี้, กรุงเทพธุรกิจ, คม ชัด ลึก, สยามรัฐ, สำนักข่าวแห่งชาติ, สำนักข่าวไทย, ไทยโพสต์, โพสต์ทูเดย์, เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน) นาย วัลลภ สุวรรณดี รผว.กทม. กล่าวว่า ได้ มอบแนวทางให้สำนักงานเขตและสำนักการระบายน้ำ (สนน.) เร่งรัดขุดลอกคูคลอง ท่อระบายน้ำ และกำจัดวัชพืชให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อรองรับน้ำฝนและปริมาณที่จะไหลเข้ากรุงเทพฯ โดยคลองหลักที่เร่งดำเนินการ ต้องเป็นคลองที่มีความเชื่อมโยงกับระบบระบายน้ำหลักและเป็นคลองที่เป็นแก้มลิงได้ หลังวันที่ 10 กุมภาพันธ์ กทม. จะมีข้อมูลและแผนงานทั้งหมดว่า หน่วยงานใดรับผิดชอบพื้นที่ใด เพื่อทำให้ กทม. กำหนดแผนงานได้ชัดเจนจะเร่งดำเนินการ พื้นที่ใดก่อน ขณะเดียวกันได้ สั่งการให้ทุกสำนักงานเขต จัดทำแผนกำจัดวัชพืชในคูคลองที่เสี่ยงกับการขวางทางน้ำ ภายในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ (เดลินิวส์, กรุงเทพธุรกิจ, สำนักข่าวแห่งชาติ, เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน)
ปัญหาอุปสรรค/ผลกระทบ การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันน้ำท่วมใน 6 นิคมอุตสาหกรรม ที่เคยถูกน้ำท่วม ซึ่งจะสร้างเป็นเขื่อนคอนกรีตหนาสูง 5–7 เมตร ฐานรากยังฝังลงไปในชั้นดินอีกหลายเมตร จะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี เพราะน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาและน้ำทุ่งที่ไหลทะลักมาจากทางเหนือ เมื่อมาถึงเขื่อนกั้นน้ำ น้ำทั้งหมดจะไหลกระจายทะลักเข้าพื้นที่กรุงเทพฯ อย่างแน่นอน การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม โดยสร้างเขื่อนยักษ์ ล้อมรอบนิคม 300 กิโลเมตร จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ผิดโดยสิ้นเชิง ทั้งยังอาจเป็นชนวนทำให้เกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ เพื่อทำลายเขื่อน(หมายเหตุประเทศไทย–ไทยรัฐ) นักวิชาการที่ศึกษาและเชี่ยวชาญเรื่องน้ำต่างเห็นพ้องต้องกันว่า รัฐบาลจะประมาทไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะธรรมชาติมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เพียงต้นเดือนกุมภาพันธ์ฝนเริ่มตกลงมา ซึ่งหาก เป็นฝนเหนือเขื่อนที่เกิดจากพายุทางตอนเหนือ 4–5 ลูก คาดการณ์น้ำต้องท่วมหนักกว่าปีก่อน เพราะช่วงเวลานี้น้ำในเขื่อนยังสูงถึงร้อยละ 80 ประกอบกับน้ำในทุ่งยังไม่แห้งสนิท ดังนั้น เพื่อความไม่ประมาท ทุกคนจึงควร เตรียมตัวเตรียมใจไว้แต่เนิ่นๆ(เสียงชาวบ้าน–บ้านเมือง) ฝนหลงฤดูที่มาเร็วกว่าปกติในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคกลาง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ เสี่ยงให้เกิดภาวะน้ำท่วมขัง ซึ่งศูนย์ป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม กทม. รายงานน้ำท่วมขัง บนพื้นผิวจราจร เช่น บริเวณซอยสุขุมวิท 62–64 มีน้ำท่วมขัง 20–25 เซนติเมตร ส่งผลให้ไฟฟ้าในบริเวณ ดังกล่าวดับ ทำให้เครื่องสูบน้ำในพื้นที่ไม่สามารถทำงานได้ ขณะที่ กทม.เพิ่งเริ่มขุดลอกท่อและคูคลองระบายน้ำ(คาบลูก คาบดอก–ไทยรัฐ)
แม้หน่วยงานรัฐที่กำกับดูแลยืนยันการพร่องน้ำเหนือเขื่อนจะไม่ทำให้พื้นที่ใต้เขื่อนถูกน้ำท่วม และเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม แต่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมแม่น้อย ซึ่งเป็นแม่น้ำสาขาของแม่น้ำเจ้าพระยา พบในเขต อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา น้ำได้ล้นตลิ่งเข้าท่วมอย่างหนัก (บทความ–โพสต์ทูเดย์) มหาวิกฤติน้ำท่วมใหญ่เพิ่งผ่านไปไม่ถึง 2 เดือน แต่หลายจังหวัดในลุ่มแม่น้ำยม (แพร่ พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย) กำลังประสบวิกฤติภัยแล้งรุนแรง เนื่องจากแม่น้ำยมเป็นแม่น้ำใหญ่สายเดียวที่ไม่มีเขื่อนเก็บกักน้ำเพื่อการบริโภคและชลประทาน เมื่อถึงหน้าฝนจะเกิดวิกฤติน้ำท่วม และเมื่อเข้าหน้าแล้งจะเกิดวิกฤติภัยแล้ง หากลุ่มแม่น้ำยมยังไม่มีระบบบริหารน้ำครบวงจร เท่ากับทอดทิ้งประชาชนในจังหวัดลุ่มแม่น้ำยมให้ประสบน้ำท่วมน้ำแล้งซ้ำซาก นอกจากนี้การที่แม่น้ำยมไม่มีเขื่อนสำรองน้ำและระบบควบคุมการระบายน้ำ ยังเกิดผลกระทบทำให้น้ำท่วมจังหวัดภาคกลางหนักขึ้นเป็นทวีคูณ(สำนักข่าวหัวเขียว–ไทยรัฐ) ที่ผ่านมาหน่วยงานในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมมีจำนวนมาก ไม่มีใครขึ้นตรงกับใคร ไม่มีการประสานกัน ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ จึงทำให้เกิดปัญหา (กล้าได้ กล้าเสีย–ไทยรัฐ) ในการเลือกตั้งนายก อบจ.-อบต. และ ผว.กทม. อีก 1 ปีข้างหน้า อาจมีการนำเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วม 5,000 บาท ที่รัฐจัดไว้ช่วยประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนไปหาเสียง จึงควรเร่งตรวจสอบในเรื่องดังกล่าว (นินทาชาวบ้าน–บ้านเมือง) การขุดลอกคูคลองในกรุงเทพฯ จะเริ่มวันที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งเป็นห่วงปัญหาบ้านเรือน ที่ปลูกรุกล้ำคูคลอง ท้ายที่สุดจะกลายเป็นคอขวดทำให้ระบายน้ำไม่สะดวก เพราะ กทม.ยังไม่มีมาตรการดำเนินการแก้ปัญหาในเรื่องนี้ (ใต้ฟ้ากรุงเทพฯ–เดลินิวส์)
ข้อเสนอแนะ นาย วัลลภ สุวรรณดี รผว.กทม. กล่าวว่า เชื่อมั่นระบบการป้องกันน้ำท่วมของ กทม. มีประสิทธิภาพในการรับมือดีกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากการขุดลอกคูคลองและการเปิดทางน้ำไหลจะทำให้คลองต่างๆ ลึกและกว้างขึ้น ขณะเดียวกัน เครื่องสูบน้ำของ กทม. มีความพร้อมร้อยละ 90 สำหรับพื้นที่ที่ยังขุดลอกคลองไม่ได้ เนื่องจากติดบ้านเรือนประชาชนที่รุกล้ำคลอง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผว.กทม. จะลงพื้นที่ไปตรวจสอบในสัปดาห์หน้า (เดลินิวส์, กรุงเทพธุรกิจ, สำนักข่าวแห่งชาติ, เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน) นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า รัฐบาลควรตระหนัก และเร่งเตรียมการใน 4 เรื่อง ได้แก่ (1) ความมั่นใจต่อการพยากรณ์ หรือการคาดการณ์ปริมาณน้ำฝน (2) การตัดสินใจการพร่องน้ำใน 2 เขื่อนหลัก เพื่อเตรียมรับมือกับฤดูฝนที่จะถึง (3) ความคืบหน้าในการซ่อมแซม ปรับปรุงประตูระบายน้ำ คลองส่งน้ำ และคลองชลประทาน และ (4) เร่งหามาตรการเพิ่มเติมเพื่อเตรียมรับมือ อาทิ โครงการใหม่ หรือแนวทางการบริหารจัดการน้ำ การกำหนดบางพื้นที่ให้เป็นฟลัดเวย์ เป็นต้น (มติชน, ไทยโพสต์, เดลินิวส์, คม ชัด ลึก, สยามรัฐ, เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน) หนทางเดียวที่จะแก้น้ำท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้อย่างถาวร รัฐบาลต้องนำพื้นที่ ฟลัดเวย์ เช่น มีนบุรี หนองจอก ที่เป็นหมู่บ้านจัดสรรและโรงงานกลับคืนมา หรือ สร้างฟลัดเวย์ใหม่ที่มีขนาดใหญ่ เพียงพอจะรองรับน้ำได้ (หมายเหตุประเทศไทย–ไทยรัฐ) สัญญาณจากสภาพอากาศแปรปรวนที่เกิดขึ้นทั่วโลกเตือนให้มวลมนุษยชาติได้รู้ตัวว่าสภาวะอากาศของโลกได้เปลี่ยนแปลงไป และที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ภัยพิบัติรูปแบบต่างๆ ทั้งน้ำท่วม ภัยหนาว ภัยแล้ง ที่จะคุกคามไม่หยุดหย่อน ดังนั้น จึงต้องหาทางป้องกันและเอาตัวรอดจากธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไป (คาบลูก คาบดอก–ไทยรัฐ) หากรัฐบาลดำเนินโครงการพระราชดำริเขื่อนแก่งเสือเต้น จะช่วยให้ประชาชนในจังหวัด ลุ่มแม่น้ำยมหลุดพ้นจากปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งซ้ำซาก และมีน้ำพอใช้ได้ตลอดปี มีระบบชลประทานสำหรับการเพาะปลูก อย่างพอเพียง ทั้งยังสามารถลดผลกระทบน้ำท่วมใหญ่ในจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดภาคกลาง และกรุงเทพฯ ได้ (สำนักข่าวหัวเขียว–ไทยรัฐ) การจัดตั้งองค์กรการบริหารจัดการน้ำมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะมีอำนาจตัดสินใจ สั่งการได้ทั้งหมด เมื่อเกิดปัญหาจะได้เป็นเอกภาพ ทุกหน่วยงานต้องยอมรับเพื่อให้การป้องกันและการแก้ไขเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ขึ้นอยู่ที่ว่าองค์กรนี้จะเลือกใครมาเป็นทีมงานบ้าง (กล้าได้ กล้าเสีย–ไทยรัฐ) การบริหารจัดการน้ำใน 2 เขื่อนขนาดใหญ่ ต้องกักให้เป็น ระบายให้ถูก เหลือไว้เพียง ร้อยละ 30 น่าจะเพียงพอรับน้ำใหม่ ไม่ให้ไหลทะลักลงมาท่วมพื้นที่ด้านล่างได้ สำหรับ กทม. ต้องเร่งดำเนินการ ขุดลอกคูคลอง ขยะ ผักตบชวา และท่อระบายน้ำโดยเร็ว (นินทาชาวบ้าน–บ้านเมือง)
..........คุณธนัตถ์ชวนันทน์.......วิเคราะห์ข่าว |
<< ย้อนกลับ |
<< ย้อนกลับ |

.jpg)



จำนวนคนอ่าน 9568 คน
คุณเห็นด้วยหรือไม่
จำนวนคนโหวต 0 คน
เห็นด้วย 0 คน
ไม่เห็นด้วย 0 คน
แสดงความคิดเห็น
** กรุณาเข้าสู่ระบบก่อน จึงจะสามารถแสดงความคิดเห็นได้
