ข่าวสารกรุงเทพฯ


                          กองประชาสัมพันธ์ ได้วิเคราะห์สถานการณ์ข่าว บทความ บทวิจารณ์ และคอลัมน์ต่าง ๆ จากหนังสือพิมพ์รายวัน ประจำวันที่ 31 สิงหาคม 2554 ปรากฏว่าการนำเสนอข่าวและการแสดงความคิดเห็น ของสื่อมวลชนและคอลัมนิสต์ให้ความสำคัญกับ แนวทางการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยสรุปสาระสำคัญ ปัญหาอุปสรรค/ผลกระทบ และข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวได้ ดังนี้ สาระสำคัญ

                          น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 30 สิงหาคม 2554 ถึงสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดว่า ได้ติดตามสถานการณ์เป็นระยะ โดยมอบหมายให้ รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) และ รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) หารือหาแนวทางแก้ปัญหา โดยเฉพาะแนวทาง ‘บางระกำโมเดล’ จะส่งผลกระทบกับ จ.พิจิตรหรือไม่ โดยเบื้องต้นจะรับฟังความคิดเห็นของทุกจังหวัดและพิจารณารายละเอียดในภาพรวมแต่ละส่วนกระทบกับจังหวัดใดบ้าง ก่อนจะแจ้งกลับไป ซึ่งเป็นมาตรการดูแลในระยะยาว ส่วนมาตรการระยะสั้น วอร์รูมแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้เริ่มทำงานแล้ว ซึ่งจะติดตามและรายงานผลให้ทราบเป็นระยะ สำหรับพืชไร่ที่ได้รับความเสียหาย ครม. ได้อนุมัติกรอบวงเงินการช่วยเหลือแล้ว โดยไร่นาจะได้รับ 2,222 บาท/ไร่ และจะปรับวิธีการจ่ายเงินชดเชยให้เร็วขึ้น (ไทยรัฐ, เดลินิวส์, แนวหน้า, ข่าวสด, บ้านเมือง, สยามรัฐ, มติชน)

                          นาง ฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงหลังการประชุม ครม.ว่า รัฐบาลได้เพิ่มเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยกรณีพิเศษในกรอบวงเงินช่วยเหลือรวม 8,174.5458 ล้านบาท แยกเป็น (1) ด้านพืช ข้าว เพิ่มจาก 606 บาท/ไร่ เป็น 2,222 บาท/ไร่ พืชไร่ 3,150 บาท/ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 5,098 บาท/ไร่ กรณีเสียหายสิ้นเชิงช่วยเหลืออัตราร้อยละ 55 ของต้นทุนการผลิต (2) ด้านประมง ปลาทุกชนิด 4,225 บาท/ไร่ รายละไม่เกิน 5 ไร่ กุ้ง ปู หอย 10,920 บาท/ไร่ รายละไม่เกิน 5 ไร่ กระชัง บ่อซีเมนต์อื่นๆ ตารางเมตร (ตร.ม.) ละ 315 บาท รายละไม่เกิน 80 ตร.ม. (3) ด้านปศุสัตว์ ช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน

 

                          ทั้งนี้ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว โปร่งใส จึงเห็นควรให้คณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ (กชภอ.) แต่งตั้งอนุกรรมการตรวจสอบระดับหมู่บ้าน และรายงานให้ กชภอ.ทราบ โดยขอให้เกษตรกรผู้ได้รับความเสียหายแจ้งขอรับการช่วยเหลือตามแบบยื่นความจำนงขอรับการช่วยเหลือ (กษ 01) ภายในระยะเวลาการยื่นตามที่จังหวัดประกาศไว้ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งรัดดำเนินการ ให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอนต่อไป (ไทยรัฐ, เดลินิวส์, แนวหน้า, ข่าวสด, บ้านเมือง, สยามรัฐ, มติชน)

                          นาย ต่อพงษ์ ไชยสาส์น รมช.กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า สธ.จะใช้เครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) โรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลศูนย์ เข้าไปในพื้นที่เพื่อให้เกิดความใกล้ชิดกับประชาชน นอกจากนี้ จะมอบหมายให้กรมสุขภาพจิตดูแลภาวะจิตใจของประชาชนในช่วง น้ำท่วมขัง(ไทยรัฐ, เดลินิวส์, แนวหน้า, ข่าวสด, สำนักข่าวไทย)

                          นาย นิรุตดิ์ เหรียญสุวงษ์ ผอ.ส่วนวิศวกรรมบริหาร รักษาราชการแทน ผอ.สำนักชลประทานที่ 12 กล่าวว่า การเกิดฝนตกชุกกระจายในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำ เจ้าพระยาที่ จ.นครสวรรค์เพิ่มสูงขึ้น โดยคาดปริมาณน้ำจะอยู่ในเกณฑ์สูงสุดประมาณ 2,500 - 2,600 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที ซึ่ง กรมชลประทานจะบริหารจัดการน้ำโดยควบคุมปริมาณน้ำให้ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ในเกณฑ์ไม่เกิน 2,000 - 2,100 ลบ.ม./วินาที ทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณตั้งแต่ด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลงมาในเขต จ.ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง และ จ.พระนครศรีอยุธยา มีระดับน้ำสูงขึ้นจากเดิมประมาณ 50 เซนติเมตร ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ยกเว้นตั้งแต่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ลงไป ระดับน้ำจะสูงขึ้นประมาณ 5 เซนติเมตร(ข่าวสด)

                          นาย สัญญา ชีนิมิตร ผอ.สำนักการระบายน้ำ กล่าวว่า กรมชลประทานปล่อยน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนพระราม 6 ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ที่ 2,282 ลบ.ม./วินาที และ มีระดับสูงอยู่ที่ประมาณ 1.55 เมตร ซึ่งสถานการณ์ยังไม่น่าเป็นห่วง(ข่าวสด)

นพ. มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค สธ. กล่าวว่า กรมควบคุมโรค ได้ตั้งระบบเฝ้าระวังโรคในภาวะอุทกภัย ซึ่งจะช่วยให้ทราบถึงระดับความรุนแรงของปัญหาการเจ็บป่วย และการเสียชีวิตของประชาชนในพื้นที่เกิดอุทกภัย รวมทั้งสามารถตรวจสอบการระบาดและติดตามแนวโน้มการป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคที่สำคัญ เพื่อเตรียมการป้องกันควบคุมโรคในภาวะฉุกเฉินได้อย่างเป็นระบบและเหมาะสม มีความยืดหยุ่น รวมทั้งเฉพาะเจาะจงสำหรับเหตุการณ์และพื้นที่ โดยใช้ 6 กิจกรรมหลักในการเฝ้าระวังโรค ได้แก่ (1) การวินิจฉัย (2) การรายงานผู้ป่วย (3) การยืนยันโรค (4) การวิเคราะห์ข้อมูล (5) การจัดทำรายงาน (6) การส่งกลับรายงาน และ 4 กิจกรรมสนับสนุน ได้แก่ การสื่อสาร การอบรม การนิเทศงาน และการสนับสนุนทรัพยากร ซึ่งจะดำเนินมาตรการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเฝ้าระวังโรคที่มีโอกาสเกิดการระบาดขึ้นได้ภายหลังน้ำท่วม เพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ลดความสูญเสียทั้งชีวิต และทรัพย์สินให้ได้มากที่สุด(ไทยโพสต์)

 

 

ปัญหาอุปสรรค/ผลกระทบ

                          นาย วีระ วงศ์แสงนาค รองอธิบดีกรมชลประทาน ระบุ ในช่วงวันที่ 3 - 5 กันยายนนี้จะมีร่องมรสุมลูกใหม่เข้าภาคเหนือตอนล่าง ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักหนาแน่นตั้งแต่ภาคเหนือ - ภาคกลาง ทำให้สถานการณ์น่าเป็นห่วงมาก เนื่องจากขณะนี้ปริมาณน้ำเหนือยังมีอยู่ค่อนข้างมาก โดยขณะนี้ปริมาณน้ำในลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่านอยู่ที่ระดับ 1,480 ลบ.ม./วินาที ลุ่มน้ำปิง 881 ลบ.ม./วินาที ทำให้น้ำที่ จ.นครสวรรค์ สูงถึง 2,500 - 2,800 ลบ.ม./วินาที และหากมีมรสุมเข้ามาเพิ่ม อาจส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ จ.นครสวรรค์ มีมากเทียบเท่าปี 2549 ที่ทำสถิติสูงสุดในรอบ 15 ปี ที่ปริมาณน้ำ 5,969 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะส่งผลให้ น้ำท่วมภาคกลางทั้งหมด ตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ลงมา โดยคาดสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลให้ในช่วงปลายสัปดาห์ปริมาณน้ำจะสูงต่อเนื่อง ซึ่งอาจถึง 2,800 - 3,000 ลบ.ม./วินาที ใกล้เคียงกับการเกิดอุทกภัยในปี 2545 ที่มีปริมาณน้ำมากถึง 3,997 ลบ.ม./วินาที ทุกจังหวัดจึงควรเตรียมเสริมแนวคันกั้นน้ำ

 

                          อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นกรมชลประทานได้พร่องน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ให้เหลือประมาณร้อยละ 40 ของความจุอ่าง เพื่อช่วยป้องกันพื้นที่กรุงเทพฯ แล้ว (ไทยรัฐ, เดลินิวส์, โพสต์ทูเดย์)

                          นาย วิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะ รผอ.ศูนย์สนับสนุนการอำนวยการและการบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศอส.) กล่าวว่า ขณะนี้ได้ประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติฉุกเฉินรวม 36 จังหวัด 280 อำเภอ 1,866 ตำบล 15,410 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 1,130,281 ครัวเรือน 3,871,098 คน ยังคงเหลือสถานการณ์อุทกภัย ใน 11 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย, พิจิตร, พิษณุโลก, นครสวรรค์, พระนครศรีอยุธยา, อ่างทอง, ชัยนาท, อุบลราชธานี, พังงา, ระนอง, และสุราษฎร์ธานี รวม 52 อำเภอ 363 ตำบล 2,132 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 109,281 ครัวเรือน 334,895 คน ผู้เสียชีวิต 54 ราย ผู้สูญหาย 1 คน (ไทยรัฐ, เดลินิวส์, แนวหน้า, ข่าวสด, บ้านเมือง, สยามรัฐ, มติชน)

                          นพ. มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค สธ. ระบุ จากข้อมูลการเฝ้าระวัง ทางระบาดวิทยา บ่งชี้มีโอกาสที่จะเกิดการระบาดของโรคติดต่อทั้งในระยะที่เกิดน้ำท่วมและภายหลังน้ำท่วม ซึ่งมีสาเหตุมาจาก (1) การเปลี่ยนแปลงทางนิเวศวิทยา และการสัมผัสน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรค (2) การอพยพเคลื่อนย้ายของประชากรเพื่อหลบภัยที่อาจนำโรคไปสู่ที่ใหม่ที่พบในสถานที่ ที่เคลื่อนย้ายไป เนื่องจากยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคนั้น (3) การอยู่รวมกันอย่างหนาแน่นของคนหมู่มาก ทำให้ มีข้อจำกัดทั้งเรื่องสถานที่พักพิง อาหารและน้ำสะอาด การกำจัดขยะและสิ่งปฏิกูล โอกาสในการแพร่เชื้อโรค จึงเป็นไปได้ง่ายและมากขึ้นตามระยะเวลาที่อยู่ร่วมกัน (4) การถูกตัดขาดจากปัจจัยสาธารณะ มีน้ำไม่เพียงพอต่อการบริโภค โอกาสการแพร่เชื้อโดยการสัมผัสจึงเกิดขึ้นได้ง่าย และ (5) การหยุดชะงักของบริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐานที่ประชาชนไม่สามารถไปรับบริการได้

 

                          ทั้งนี้ โรคติดต่อที่มักจะระบาดในช่วงที่เกิดน้ำท่วม คือ โรคติดต่อนำโดยแมลง โรคเลปโตสไปโรซิส โรคไข้เลือดออก โรคหัด และโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งอาจพบการระบาดของโรคเหล่านี้ภายหลังน้ำท่วมนานเป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือน โดยพบว่าโรคเลปโตสไปโรซิส และโรคตาแดงจะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงที่เกิดอุทกภัย(ไทยโพสต์)

 

ข้อเสนอแนะ

                          นาย วีระ วงศ์แสงนาค รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวหลังประชุมคณะอนุกรรมการวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำว่า ขณะนี้มีปริมาณน้ำเหนือไหลสู่แม่น้ำเจ้าพระยามากขึ้น จึงขอแจ้งเตือนให้ประชาชนในพื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและเกษตรกรชาวนาพื้นที่ จ.ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง และ จ.พระนครศรีอยุธยา เร่งเก็บเกี่ยวข้าวให้เสร็จสิ้นก่อนวันที่ 10 กันยายนนี้ เนื่องจากปริมาณน้ำจะสูง จากเดิมอีกประมาณ 50 เซนติเมตร จากฝนที่จะตกเพิ่มขึ้นในวันที่ 3 – 4 กันยายนนี้ จากอิทธิพลของ ร่องมรสุม ขณะเดียวกันต้องเฝ้าระวังพื้นที่กรุงเทพฯ อย่างใกล้ชิด เพราะแนวโน้มสถานการณ์ฝนยังน่าเป็นห่วง(ไทยรัฐ, เดลินิวส์, แนวหน้า, ข่าวสด, บ้านเมือง, สยามรัฐ, มติชน)

                          นาย วิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดี ปภ. ในฐานะ รผอ.ศอส. กล่าวว่า ขอให้ 4 จังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่เสี่ยงภาวะน้ำล้นตลิ่ง เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น ขณะเดียวกัน ได้เน้นย้ำให้ สธ. เฝ้าระวังโรคระบาดที่มากับน้ำ เช่น โรคตาแดง โรคฉี่หนู โรคน้ำกัดเท้า โรคอุจจาระร่วง โรคมือ เท้า ปากเปื่อย โดยเฉพาะในจังหวัดที่น้ำท่วมขังเป็นเวลานาน พร้อมสำรองวัสดุและเคมีภัณฑ์สำหรับฟื้นฟูสภาพแวดล้อม เพื่อสนับสนุนแก่จังหวัดที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย(ไทยรัฐ, เดลินิวส์, แนวหน้า, ข่าวสด, บ้านเมือง, สยามรัฐ, มติชน)

 

 

                          นพ. มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค สธ. กล่าวว่า ประชาชนควรหาวิธีป้องกันตนเองเพื่อความปลอดภัยจากโรคต่างๆ ด้วยการไม่ให้สัมผัสกับน้ำที่อาจปนเปื้อนเชื้อ เช่น หลีกเลี่ยงการย่ำน้ำเป็นเวลานานและควรล้างเท้าหลังย่ำน้ำ หรือ หากจำเป็นควรใส่อุปกรณ์ป้องกันร่างกาย ได้แก่ รองเท้าบู๊ต

                          ป้องกันการสัมผัสน้ำสกปรก ในภาวะน้ำขังอาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงและแมลงวัน ควรกำจัดและลดแหล่งเพาะพันธุ์ โดยเก็บขยะเปียกใส่ถุงและรัดปากถุงให้มิดชิด ดูแลสุขาภิบาลอาหารและน้ำอย่างสม่ำเสมอ

                          หากมีอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อโดยเฉพาะบริเวณน่อง และมีอาการตาแดง ขอให้รีบไปพบแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้านทันที เพื่อให้การดูแลรักษาโดยเร็ว หากมีการย่ำน้ำลุยโคลนที่มีน้ำขังต้องแจ้งให้แพทย์ทราบด้วย ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค สธ. หมายเลขโทรศัพท์ 1422 ตลอด 24 ชั่วโมง(ไทยโพสต์)
 

---- ------ (ธนัตถ์ชวนันทน์.. วิเคราะห์ข่าว)

แหล่งที่มาข้อมูล : http://www.prbangkok.com/วิเคราะห์ข่าว/20466-กองประชาสัมพันธ์-ได้วิเคราะห์สถานการณ์ข่าวประจำวันที่-31-สิงหาคม-2554

 

จำนวนคนอ่าน 14910 คน

คุณเห็นด้วยหรือไม่

Login

จำนวนคนโหวต 0 คน

เห็นด้วย 0 คน

0.00%

ไม่เห็นด้วย 0 คน

0.00%

 แสดงความคิดเห็น

** กรุณาเข้าสู่ระบบก่อน จึงจะสามารถแสดงความคิดเห็นได้ LoginRegister