ข่าวสารกรุงเทพฯ


สาระสำคัญ

นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) กล่าวถึง การเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ ในช่วงฤดูฝนว่า จากภาพรวมของข้อมูลพบในปีนี้มีโอกาสที่จะมีปริมาณน้ำมากเหมือนปีที่ผ่านมาเหลือเพียงร้อยละ 1 อย่างไรก็ตาม หากมีปริมาณน้ำมากเท่ากับปีที่แล้ว แต่ระยะเวลาของการท่วมและความเสียหายจะน้อยกว่าเดิม ถึงร้อยละ 50 โดยพื้นที่ที่มีการป้องกันเป็นอย่างดีจะไม่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมและกรุงเทพฯ เนื่องจากรัฐบาลได้สร้างเขื่อนตามแนวคลองรังสิตประยูรศักดิ์และคลองในทิศตะวันออก–ตะวันตก แต่ในกรณี ที่มีปริมาณน้ำมาก โอกาสเกิดน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำยังมีความเป็นไปได้ ส่วน ความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมตามโมเดลพยากรณ์น้ำ ขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้วควบคู่กับการเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ที่ทันสมัย เพื่อช่วยวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ
ทั้งนี้ หลังจากรัฐบาลไทยได้ขอความร่วมมือไปยังรัฐบาลจีน เพื่อจัดส่งทีมผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำเข้ามาช่วยเหลือ คาดภายใน 2 สัปดาห์ ทีมงานดังกล่าวจะมาถึงไทย โดยจะทำงาน 1 เดือน เน้นการวิเคราะห์ เหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา พร้อมให้คำแนะนำในการเตรียมการรับมือน้ำในอนาคต ซึ่งในช่วงหน้าน้ำจะยังเหลือทีมพิเศษคอยติดตามสถานการณ์อีกส่วนหนึ่ง (สำนักข่าวแห่งชาติ)

นาย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมช.กระทรวงคมนาคม (คค.) กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจาก นายกรัฐมนตรี และ รมว.คค. ให้ลงพื้นที่ จ.นครปฐมและ จ.สมุทรสาคร เพื่อตรวจเส้นทางระบายน้ำด้านตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ตอนล่างของคลองมหาสวัสดิ์ เพื่อเร่งรัดการดำเนินโครงการป้องกันอุทกภัยของ คค. ในการสนับสนุนการเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเล จุดแรกคือ เร่งรัดการขุดคลองยืม เลียบทางรถไฟใกล้สถานีพุทธมณฑล จ.นครปฐม เนื่องจากสภาพคลองมีเศษปฏิกูลค่อนข้างมาก ซึ่งได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งขุดลอกและเจรจากับชุมชน เพื่อหาแนวทางช่วยระบายน้ำลงคลองมหาสวัสดิ์และคลองภาษีเจริญ ก่อนลงสู่ทะเลช่วงแม่น้ำท่าจีนและมีแผน ที่จะปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณคลองยืม เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว และจำหน่ายสินค้าโอทอปขนาดเล็ก โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมมากขึ้น
นอกจากนี้ มีโครงการ Street Canal ตัดถนนพุทธมณฑลสาย 4 และ ถนนพุทธมณฑลสาย 5 โดยใช้บริเวณช่องกลางถนนเป็นช่องระบายน้ำลงสู่คลองภาษีเจริญได้ถึง 20 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม จ.นนทบุรี งบประมาณที่ใช้อยู่ในงบรวมที่รัฐบาลอนุมัติ 18,000 ล้านบาท ให้ คค. ปรับปรุง ซ่อมแซมเส้นทางหลังอุทกภัย คาดโครงการซ่อมแซมถนนเพื่อรองรับช่วงฤดูน้ำหลาก จะแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคมนี้ สำหรับโครงการทำเขื่อนกั้นน้ำช่วงปลายน้ำ ของ คค. ขณะนี้แผนทุกอย่างจัดทำเรียบร้อยแล้วและอยู่ระหว่าง เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2555 ขณะเดียวกัน คค. ได้หารือกับกรมชลประทานและ กทม. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อบูรณาการให้แก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสทุกขั้นตอน(สำนักข่าวแห่งชาติ)

นาย รอยล จิตรดอน ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) กล่าว ยืนยันว่า ในปีนี้ฝนจะตกมาก อาจมีปริมาณน้ำฝนเท่ากับปี 2551 หรือประมาณ 1,500 มิลลิเมตร (มม.) มากกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของประเทศไทยที่อยู่ที่ 1,300 มม. แต่น้อยกว่าปี 2554 ที่มีปริมาณฝนมากถึง 1,800 มม. ซึ่งปัจจุบันฝนเริ่มตกมากขึ้น ทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนสูง โดยเฉพาะที่เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ มีการไหล เข้ากว่า 30 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งถือเป็นปริมาณมาก จากเดิมที่มีประมาณ 2–3 ล้าน ลบ.ม. เท่านั้น ทั้งนี้ คาดสัปดาห์หน้าอาจมีฝนตกมากในภาคตะวันออกและภาคกลาง รวมถึงฝั่งอันดามัน ซึ่งเป็นอิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และตะวันตกเฉียงใต้ สถานการณ์เช่นนี้อาจทำให้มีฝนตกต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป และไม่ทิ้งช่วงในเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม(ไทยรัฐ)

นาย สมชาย ใบม่วง รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า ขณะนี้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ กำลังอ่อนยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามันประเทศไทยและอ่าวไทย ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งถึงเป็นแห่งๆ ในวันที่ 15–18 พฤษภาคมนี้ปริมาณฝนจะเพิ่มมากขึ้นถึงตกหนักทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางและภาคใต้ ความกดอากาศสูงจากประเทศจีนและ ลมตะวันออกเฉียงใต้ พัดปกคลุมทะเลอันดามันประเทศไทยและอ่าวไทย ทำให้มีกำลังแรงขึ้น ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยา จะประกาศเตือนภัยพื้นที่เสี่ยงภัยอีกครั้ง(ไทยรัฐ)

นาย สุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เลขาธิการสำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) กล่าวว่า แนวทางการจัดทำแนวคลองผันน้ำฟลัดเวย์ถาวร เพื่อบริหารจัดการน้ำ พื้นที่ภาคกลางตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ ลงสู่อ่าวไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนตามแนวความคิดของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ภายใต้กรอบงบประมาณ 1.2 แสนล้านบาท มีแผนการก่อสร้างฟลัดเวย์ 2 เส้นทาง ได้แก่ แนวฟลัดเวย์ฝั่งเจ้าพระยาตะวันตก (ท่าจีน–เจ้าพระยา) ความยาว 314 กิโลเมตร และแนวฟลัดเวย์เจ้าพระยาตะวันออก (ป่าสัก–เจ้าพระยา) ความยาวประมาณ 322 กิโลเมตร เพื่อป้องกันและบริหารจัดการน้ำตั้งแต่พื้นที่ภาคกลางเป็นต้นไป เบื้องต้นมีหลักการ คือ จะประกอบด้วยถนน 2 ทางขนานกันไป มีระยะห่างตรงกลางเป็นที่สำหรับทางน้ำผ่านระยะทาง 2 กิโลเมตร ฝั่งหนึ่งเป็นถนนมาตรฐานเส้นหลักกว้าง 8 ช่องจราจร ส่วนถนนอีกฝั่งเป็นถนนไว้ใช้บำรุงรักษากว้าง 4–5 ช่องจราจร แต่หากมีงบประมาณมากพอจะสร้าง 8 ช่องจราจรทั้งสองทาง โดยมีความสูงของถนนประมาณ 2 เมตร
สำหรับ ขั้นตอนการดำเนินงาน คาดหลังจากสามารถคัดเลือกบริษัทที่ปรึกษาและผู้ก่อสร้างได้แล้ว การก่อสร้างฟลัดเวย์ถาวรจะแล้วเสร็จภายใน 2 ปีครึ่ง โดยต้องใช้เวลาในการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ (EHIA) รวมทั้งลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชน ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้างที่ใช้เวลา 1 ปี (มติชน, ข่าวสด, กรุงเทพธุรกิจ, โพสต์ทูเดย์, ไทยรัฐ)

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผว.กทม. กล่าวว่า กทม. ได้เร่งดำเนินการขุดลอกคูคลองและ ทำความสะอาดท่อระบายน้ำ พร้อมทั้งจัดเก็บวัชพืชและขยะในแม่น้ำลำคลอง เพื่อเปิดทางน้ำไหลและเตรียมพร้อมการป้องกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วม โดยการขุดลอกคูคลองในพื้นที่กรุงเทพฯ ขณะนี้การดำเนินงาน มีความคืบหน้าไปมาก ในภาพรวมสามารถดำเนินการขุดลอกคูคลองได้แล้วกว่าร้อยละ 45.2 ขณะที่ การขุดลอก ท่อระบายน้ำ ดำเนินการไปแล้วร้อยละ 46.3 และคาดจะแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคมนี้ นอกจากนี้ กทม. จะดำเนินการ ตรวจสอบคุณภาพของงาน ซึ่งหน่วยงานอื่นเป็นผู้รับผิดชอบในการขุดลอกคูคลองและท่อระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ(แนวหน้า, สำนักข่าวไทย)

นาย สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ประธานสภา กทม. กล่าวว่า การดำเนินการก่อสร้างแนวป้องกัน ถาวรริมคลองมหาสวัสดิ์ตามนโยบายของ กทม. เพื่อป้องกันน้ำท่วมบริเวณแนวป้องกันน้ำท่วมวัดปุรณาวาส จากเดิมความสูง 2.65 เมตร เป็น 3.00 เมตร ขณะนี้โครงการคืบหน้าร้อยละ 27 คาดโครงการดังกล่าว จะแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายนนี้(สยามรัฐ)
กรมอุตุนิยมวิทยา คาดหมายลักษณะอากาศ ในช่วงวันที่ 13–14 พฤษภาคม มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังอ่อนพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทย ทำให้บริเวณประเทศไทยมีฝนเป็นแห่งๆ ถึงกระจาย หลังจากนั้นในช่วงวันที่ 15–19 พฤษภาคม มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเล อันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ประกอบกับลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากทะเลจีนใต้เข้ามาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก ลักษณะเช่นนี้ทำให้ทั่วทุกภาคของประเทศ มีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากได้บางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ส่วนทะเลอันดามัน มีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

สำหรับ พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ในช่วงวันที่ 13–15 พฤษภาคม มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 10–30 ของพื้นที่ อุณหภูมิ 26–37 องศาเซลเซียส ส่วนในช่วงวันที่ 16–18 พฤษภาคม มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40–60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง (ไทยโพสต์)
นาย ปรเมศวร์ มินศิริ นักพัฒนาเครือข่ายออนไลน์จากไทยฟลัด ในฐานะผู้จัดการโครงการรวมพลังรับมือภัยพิบัติ กล่าวว่า แม้ผ่านช่วงวิกฤติน้ำท่วมไปแล้ว แต่ไทยฟลัดยังใช้ช่องทางออนไลน์นี้ สื่อสารความเคลื่อนไหวและแผนป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาลและชุมชนต่าง ๆ จนเกิดภาคีเครือข่าย มีการประสานข้อมูลที่ถูกต้องร่วมกัน การโพสต์บนเว็บไซต์ ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก ช่วยเตือนให้คนเฝ้าระวังและเตรียมรับมือ เมื่อเกิดภัยพิบัติ ทั้งนี้ การเตรียมรับมือภัยพิบัติต้องเน้นเตรียมพร้อม ชุมชนต้องเป็นฐาน ขณะที่รัฐบาลต้องปรับนโยบายสนับสนุน โดยบอกความจริงกับประชาชนให้รู้ถึงความเสี่ยง ส่วนชุมชนต้องเตรียมตัว ไม่จำเป็นต้อง รอคอยความช่วยเหลือจากรัฐ (บทความ–ไทยโพสต์)
ดร. สุปรีดา อดุลยานนท์ รองผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส. ได้สรุปองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการทำงานของเครือข่ายต่าง ๆ นำมาถ่ายทอด ประสบการณ์ในวันรวมพลังรับมือภัยพิบัติ และจะนำไปเผยแพร่ผ่านทาง www.thaiflood.com รวมทั้ง ช่องทาง การสื่อสารทางโซเซียลมีเดียอื่นๆ เพื่อตอกย้ำให้เกิดความตระหนักในการสร้างรูปแบบการรับมือกับภัยพิบัติแบบต่างๆ ตลอดจนการเชื่อมโยงเครือข่ายให้ทำงานบนฐานข้อมูลเดียวกัน โดยในวันรวมพลังรับมือภัยพิบัติ ได้จัดทำแผนที่ความเสี่ยง ( Disaster Hazard Mapping) และแผนที่ศักยภาพมนุษย์ (Human Mapping) ในรูปแบบดิจิทัลไฟล์ เพื่อนำมาต่อยอดเพิ่มเติมข้อมูลจากประสบการณ์ทำงานของภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อนำไปเผยแพร่ และสร้างความพร้อมในชุมชนต่อไป (บทความ – เดลินิวส์)
รศ. ดร. เสรี ศุภราทิตย์ ผอ.ศูนย์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม มูลนิธิอุทยานสิ่งแวดล้อม นานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ปริมาณน้ำฝนช่วงนี้เป็นระดับปกติสำหรับฤดูฝน สำหรับปริมาณน้ำฝน จากการตรวจสอบข้อมูล คาดจะน้อยกว่าช่วงเวลาเดียวกัน (ปลายเดือนเมษายน–ต้นพฤษภาคม) ของปี 2554 ทั้งนี้ ความแตกต่างระหว่างของฤดูฝนคือ ในปี 2554 ไทยได้รับอิทธิพลมาจากปรากฏการณ์ลานีญา ทำให้ปริมาณ น้ำฝนมาก ในขณะที่ปี 2555 เป็นช่วงหน้าฝนตามปกติ ปริมาณฝนจึงน้อยกว่า(สกู๊ปพิเศษ–กรุงเทพธุรกิจ)
นาย อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผอ.ศูนย์จัดการความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ( CCKM ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ลักษณะและปริมาณของฝนในช่วงนี้ ไม่มีความคล้ายกับฝนในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2554 โดยฤดูฝนในปีนี้ถือว่าปกติ เนื่องจากปี 2554 จะเห็นว่ามีฝนมาก่อนเดือนเมษายน เป็นฝนจากพายุ ขณะที่ ปีนี้ไม่มีสัญญาณว่าฝนจะมาเร็วแต่อย่างใด ทั้งยังเป็นฝนมรสุมตามปกติของฤดูกาลนี้(สกู๊ปพิเศษ – กรุงเทพธุรกิจ)


ปัญหาอุปสรรค/ผลกระทบ

รศ. ดร. เสรี ศุภราทิตย์ ผอ.ศูนย์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม มูลนิธิอุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร กล่าวว่า ในปี 2555 ต้องจับตาในช่วงเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงการเกิดพายุ อาจเกิดเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ส่วนจะเคลื่อนตัวไปในทิศทางใดบ้างยังไม่สามารถระบุได้ หาก เป็นเช่นนั้นสถานการณ์น้ำท่วม ปี 2555 คงหนีไม่พ้นพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมเดิม โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และฝั่งตะวันตก หากไม่มีการจัดการน้ำ ตั้งแต่ต้นน้ำที่ดี เพราะขณะนี้พื้นที่ตอนบนมีการสร้างแนวคันป้องกันตัวเองอย่างหนาแน่น อาทิ นิคมอุตสาหกรรมต่างๆ สุดท้ายน้ำต้องไหลลงมาท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และ จ.สมุทรปราการเช่นเดิม (ไทยรัฐ)

/ นาย สมชาย ใบม่วง รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า ในปี 2555 คาดจะมีพายุหมุน เขตร้อนเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย 1–2 ลูก โดยมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนผ่านประเทศไทยตอนบนในช่วงเดือน สิงหาคม–กันยายน และภาคใต้ ในช่วงเดือนตุลาคม–พฤศจิกายนนี้ ในช่วงที่มีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนตัวเข้าใกล้หรือเคลื่อนผ่านประเทศไทย จะมีลักษณะของพายุลมแรงฝนตกเป็นบริเวณกว้าง และจะมีฝนตกหนักถึงหนักมาก ในหลายพื้นที่ อาจก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และอุทกภัยได้ จึง ขอให้ประชาชนระมัดระวังอันตราย จากภัยธรรมชาติดังกล่าว และขอให้ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดในช่วงที่มีพายุหมุนเขตร้อน (ไทยรัฐ)

นาย พิจิตต รัตตกุล ผอ.ศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย ระบุ ขณะนี้ นักวิชาการไม่อาจยึดหลักคาดคะเนฤดูฝนจากปรากฏการณ์เอลนินโญและลานินญาในปีนี้ได้ เนื่องจากในปี 2553 เกิดปรากฏการณ์เอลนินโญและลานินญาพร้อมกันในปีเดียว เพราะความแปรปรวนของโลก แต่ต้องคาดคะเน จากการเก็บสถิติในช่วงฤดูฝนที่ฝนตกเพิ่มขึ้นทุกปี เช่น ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปี 2553 ฝนตกแบบกระจุกตัวเวลาสั้นๆ ประมาณ 1,500 มม./ปี ในปี 2554 ฝนตกแบบกระจายตัวระยะยาวหลายเดือน ปริมาณ 1,700 มม./ปี ส่วนปี 2555 คาดฝนจะตกไม่น้อยกว่า 1,700 มม./ปี แต่พฤติกรรมอาจเปลี่ยนเป็นตกแบบกระจุกในระยะสั้นๆ ส่วนปัจจัยการเกิดภัยแล้งต้องพิจารณาจากปริมาณของน้ำในเขื่อนต่างๆ ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลปล่อยน้ำออกเกือบหมด ทำให้ช่วงนี้ดูเหมือนแล้ง เพราะความต้องการน้ำไม่เพียงพอ ดังนั้น กทม.จึงควรห่วงปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมามากกว่าน้ำที่มาจากตอนเหนือ เพราะเขื่อนไม่มีน้ำแล้ว(ไทยรัฐ)

ดร. สุปรีดา อดุลยานนท์ รองผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเกิดเหตุภัยพิบัติอย่างต่อเนื่องและมีสัญญาณที่ทำให้ต้องตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงทั้งสภาพอากาศ สิ่งแวดล้อม สังคมจึงต้องหันมาตระหนักและมีส่วนร่วมกับการเตรียมความพร้อม เนื่องจากที่ผ่านมามีเพียงแผนงานที่ยังไม่ได้ปฏิบัติจริง ซึ่งต้องหาหนทางที่จะช่วยลดความสูญเสียหากมีภัยพิบัติเกิดขึ้น (บทความ–ไทยโพสต์)

ดร. คมสัน มาลีสิ รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง ระบุ จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา ปริมาณน้ำตอนบนที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ในปีที่ผ่านมามากกว่าระดับปกติคือ 4,500 ลบ.ม. จากปกติอยู่ที่ 3,500 ลบ.ม. ยืนยันปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นประเทศไทยสามารถบริหารจัดการได้ แต่ไม่ได้รับการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ สำหรับภัยพิบัติด้านต่าง ๆ ที่มีความรุนแรงต้องมองไปข้างหน้าอีก 2–3 ปี (บทความ – เดลินิวส์)

นาย รอยล จิตรดอน ผอ.สสนก. องค์การมหาชน กล่าวว่า สถานการณ์ที่ต้องจับตาคือ ปริมาณฝน ในช่วงสัปดาห์นี้ที่คาดจะตกหนักในภาคตะวันออกและภาคกลาง จากอิทธิพลของลมตะวันออกเฉียงเหนือ และลมตะวันตกเฉียงใต้ค่อนข้างแรง ซึ่งจะมีอิทธิพลอย่างมากต่อภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ขณะที่ฝั่งอันดามันสถานการณ์ยังคงรุนแรง แม้มรสุมจะเริ่มอ่อนกำลังลง นอกจากนี้ ประเด็นที่น่าตกใจ คือ ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนภูมิพล เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม หลังจากฝนตกหนัก พบมีระดับน้ำไหลเข้าเขื่อนภูมิพล สูงถึง 30 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่เขื่อนสิริกิติ์ ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนราว 30 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเป็นปริมาณที่มาก เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ซึ่งน้ำไหลเข้าเขื่อนอยู่ที่ 2–3 ล้าน ลบ.ม.(สกู๊ปพิเศษ–กรุงเทพธุรกิจ)

นาย อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผอ.ศูนย์จัดการความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ( CCKM ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุ ผลกระทบไม่ว่าจะเป็นน้ำแล้ง หรือน้ำท่วม ไม่ได้มาจากปริมาณน้ำฝน แต่มาจากผลกระทบจากการบริหารจัดการน้ำที่ใช้วิธีการที่ไม่สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศ ซึ่งต้องแก้ที่คน ไม่ใช่สาเหตุจากฤดูกาล หรือภูมิอากาศแต่อย่างใด(สกู๊ปพิเศษ – กรุงเทพธุรกิจ)

น.อ. สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ ผอ.ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ระบุ กรณีที่จะเกิดน้ำท่วมหนักบางพื้นที่ ประกอบด้วยหลายปัจจัย คือ (1) ปริมาณน้ำฝน (2) ปริมาณน้ำในเขื่อน และ (3) จำนวนพายุที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ศูนย์เตือนภัยยังรับประกันไม่ได้ว่าจะไม่เกิดเหตุน้ำท่วมอย่างปีที่แล้วหรือไม่ แต่สิ่งที่ศูนย์เตือนภัยฯ ดำเนินการคือ วางแผนการบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพ เนื่องจากสัญญาณ ของภัยพิบัติในขณะนี้ยังไม่มีอะไรเป็นตัวบ่งบอกที่ชัดเจน จะเกิด หรือไม่เกิดอะไร แต่ปัจจัยภายในที่สามารถควบคุมได้ เช่น น้ำฝน ปริมาณน้ำในเขื่อน ซึ่งรัฐบาลและหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามบริหารจัดการให้มีการกักเก็บ ใช้งานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ส่วนปัจจัยภายนอกทั้งจำนวนพายุที่จะเข้ามาไทย หรือมีผลกระทบส่งมา ต้องวางแผนรับมือให้ดีที่สุด (สกู๊ปพิเศษ–กรุงเทพธุรกิจ)

การลอกท่อในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ กทม. ว่าจ้างกรมราชทัณฑ์ดำเนินการอาจไม่สามารถ แก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ เนื่องจากขุดลอกเพียงบ่อพัก มิได้ใช้ลูกรอกชักลากตามเส้นท่อเหมือนเดิม ทำให้มีเศษดินทรายตกค้างในเส้นท่อจำนวนมาก จึงขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกำชับให้ลอกเส้นท่อด้วย (สังคมประชาคมเมือง–สยามรัฐ)


ข้อเสนอแนะ

นาย สุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เลขาธิการ สบอช. กล่าวว่า หากน้ำมีปริมาณมากจะปล่อยน้ำ เข้าฟลัดเวย์ให้ความสูงของน้ำประมาณ 1.50 เมตร โดยมีถนนขนาบข้างเหมือนเป็นเขื่อนให้น้ำไหลลงทะเล ซึ่งจะปล่อยน้ำเพียง 2–3 เดือน คือ ช่วงเดือนสิงหาคม–ตุลาคม ส่วนช่วงอื่นๆ ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ เชื่อมั่นจะสามารถป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ภาคกลางได้อย่างแน่นอน ทั้งนี้ ช่วงที่ขอใช้ระบายน้ำรัฐบาล จะจ่ายค่าชดเชยให้ 2–3 เดือน และ หากประชาชนที่มีบ้านเรือนอยู่ในพื้นที่ฟลัดเวย์ไม่ต้องการอยู่บริเวณดังกล่าว รัฐบาลจะหาที่อยู่ให้ใหม่ แต่หากอยู่ที่เดิม กรมโยธาธิการและผังเมืองอยู่ระหว่างออกแบบบ้านที่สามารถชักผนังขึ้นไปชั้นบนได้ เหลือแต่เสาอยู่ข้างล่าง ให้พ้นความลึกของน้ำที่ระดับ 1.50 เมตร และมีเรือสำหรับเดินทางได้ เมื่อน้ำหมดก็ปล่อยผนังลงมาอยู่อาศัยได้ตามปกติ (มติชน, ข่าวสด, กรุงเทพธุรกิจ, โพสต์ทูเดย์, ไทยรัฐ)

นาย ปรเมศวร์ มินศิริ นักพัฒนาเครือข่ายออนไลน์จากไทยฟลัด ในฐานะผู้จัดการโครงการรวมพลังรับมือภัยพิบัติ ระบุ น้ำเป็นทุน ไม่ใช่ภัยพิบัติ แต่การปราศจากการจัดการน้ำที่ดี คือ ภัยพิบัติ ภาคประชาชนเสนอให้รัฐเปลี่ยนมุมมอง มองน้ำเป็นภาระต้องผลักลงทะเลเร็วที่สุด ซึ่งนำไปสู่การปรับแผนจัดการน้ำ ปริมาณน้ำมหาศาลที่ระบายควรจัดการให้เกิดประโยชน์แก้น้ำแล้ง เพื่อช่วยภาคเกษตรกรรม นอกจากนี้ สถาบันการศึกษา โดยเฉพาะอุดมศึกษา ควรร่วมกับชุมชนในพื้นที่สร้างโมเดล หรือแผนปฏิบัติการรับมือภัยพิบัติ และช่วยขับเคลื่อนชุมชนใกล้เคียง(บทความ–ไทยโพสต์)

ดร. สุปรีดา อดุลยานนท์ รองผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า สสส. จะเริ่มต้นรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนร่วมเป็นเครือข่ายรับมือภัยพิบัติ เพื่อช่วยกระตุ้นเตือนให้คนไทยได้เตรียมความพร้อมของตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคม ในการรับมือภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต เพราะความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ แม้จะเป็นปัจจัย ที่ไม่อาจควบคุมได้ แต่สามารถเรียนรู้และปรับตัวที่จะอยู่อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติได้ (บทความ–ไทยโพสต์)

ดร. คมสัน มาลีสิ รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า การสร้างและเชื่อมโยงเครือข่ายภัยพิบัติจำเป็นต้องมีความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งสถาบันการศึกษาและชุมชน โดยในช่วงที่เกิดอุทกภัยปี 2554 สถาบันฯ ได้จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังทำงานร่วมมือกับ 61 ชุมชนในพื้นที่รอบสถาบันฯ เพื่อกำหนดแผนรับมือน้ำท่วมอย่างเป็นระบบในการวางแผน วัดและรายงานระดับน้ำ การแจ้งเตือนและช่วยเหลือ ตลอดจนวางแผนฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ เพื่อที่จะสามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับในแต่ละพื้นที่และสถานการณ์ต่างๆ ทั่วประเทศ (บทความ–ไทยโพสต์)

นาย ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า ปัจจุบันโลกเป็นของวิศวกร ที่จะสร้างควบคุม บังคับธรรมชาติ แต่เมื่อธรรมชาติชนะก็ต้องกลับมาใช้ความรู้เดิมคือ การเรียนรู้ธรรมชาติ ซึ่งในธรรมชาติจะมีที่ลุ่ม ที่บาง ที่ดอน แต่เมื่อมีเขื่อนจะทำให้ไม่สามารถคาดคะเนทิศทางปริมาณน้ำได้ ขณะที่หน่วยป้องกันน้ำท่วมของไทยมีเพียงหน่วยเดียวคือ สำนักการระบายน้ำ (สนน.) กทม. ส่วนกรมชลประทาน ทำหน้าที่หาน้ำมาให้เกษตรกรเท่านั้น และคลองชลประทานก็ไม่ได้ทำเพื่อระบายน้ำ ดังนั้น จึงควรมีหน่วยงาน ประจำที่ทำหน้าที่จัดการปัญหาน้ำท่วมโดยตรง และจำเป็นต้องมีกฎหมายมารองรับ เพื่อบังคับการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ (บทความ – เดลินิวส์)

นาย กิตติรัตน์ ปิติพานิช ผอ.ฝ่ายพัฒนาการออกแบบและธุรกิจสร้างสรรค์ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ ( TCDC) ระบุ มหาอุทกภัยครั้งร้ายแรงในช่วงปลายปี 2554 ได้เห็นปรากฏการณ์ ความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยในการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตและอยู่ร่วมกับเหตุการณ์น้ำท่วมได้อย่างเยี่ยมยอด มีการประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้เพื่อการดำรงชีวิตหลากรูปแบบ ไปจนถึงการจัดระบบที่อยู่อาศัยและที่พักพิง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสร้างประโยชน์ขยายสู่คนในวงกว้างได้มากยิ่งขึ้น จำเป็นต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ โดยนำองค์ความรู้สาขาต่าง ๆ มาช่วยพัฒนาและต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นรูปธรรมและมีคุณภาพ(บทความ – เดลินิวส์)

 

นาย รอยล จิตรดอน ผอ.สสนก. กล่าวว่า แนวทางการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งอยู่นอกเขตชลประทานถึงร้อยละ 94 คือ ต้องหันมาพิจารณาโครงสร้าง การจัดการน้ำชุมชน ทำให้เกิดโครงสร้างน้ำ มีแหล่งเก็บกัก และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่นอกเขตชลประทาน อีกทั้ง แนะนำให้เกษตรกรหันมาเพาะปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย ได้ผลผลิตสูง นอกจากนี้ การแก้ปัญหาน้ำในภาพรวม ยังต้องแก้ปัญหาเรื่องการจัดการ ที่ดินในเขตเมือง ระดับความสูงของพื้นที่ ให้สอดรับกับการขยายตัวของประชากรเมืองที่เพิ่มขึ้นมากกว่าในอดีตด้วย (สกู๊ปพิเศษ–กรุงเทพธุรกิจ)

น.อ. สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ ผอ.ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า จากสัญญาณของธรรมชาติ และการเกิดฝนตกในหลายพื้นที่ แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว และจะเริ่มหนักขึ้นช่วงกลางมิถุนายนเป็นต้นไป ทั้งนี้ เชื่อว่าใน 2–3 วันจะมีลมกระโชกแรง และกระแสลมแรงบางพื้นที่และจะเริ่มหนักขึ้นเดือนมิถุนายนนี้ แต่เมื่อเข้าสู่เดือนกรกฎาคมแล้วจะเกิดปัญหาฝนทิ้งช่วงราว 1–2 สัปดาห์ ซึ่งช่วงนั้นต้องการให้หลายพื้นที่กักเก็บน้ำในปริมาณพอเหมาะ เพื่อให้นำมาใช้ได้ในพื้นที่เกษตรกรรม(สกู๊ปพิเศษ–กรุงเทพธุรกิจ)

อุปกรณ์ดัดแปลง อุปกรณ์เฉพาะกิจต่างๆ ที่มีการคิดทำขึ้นในราคาต้นทุนที่ไม่สูงในช่วงที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ในช่วงปลายปี 2554 เช่น เสื้อชูชีพ ขวดพลาสติก กระเป๋าชูชีพ เรือผ้าใบ เครื่องบรรจุถุงทรายกึ่งอัตโนมัติ ถุงคลุมรถกันน้ำท่วม ข้าวผัดสำเร็จรูป ส้วมเฉพาะกิจรูปแบบต่าง ๆ ฯลฯ ควรได้รับการต่อยอด และส่งเสริมเพื่อพัฒนาให้ลงตัวยิ่งขึ้น สำหรับเตรียมไว้รองรับสถานการณ์ในอนาคต (บทความ–เดลินิวส์)

เชื่อว่าโอกาสที่ปีนี้น้ำจะท่วมแบบปีที่ผ่านมามีเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น หากกรมชลประทาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สามารถรักษาระดับน้ำใต้เขื่อนเจ้าพระยาได้ที่ 8–9 เมตร ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 8.75 เมตร แสดงว่าเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ได้ระบายน้ำลงมาในระดับที่เหมาะสม หากระดับ ต่ำกว่า 8 เมตร ควรระบายน้ำเพิ่ม แต่หากมากกว่า 9 เมตร ต้องลดการระบายน้ำ ( www.pantip.com )


-------ธนัตถ์ชวนันทน์-------วิเคราะห์สถานการณ์ข่าว
 

แหล่งที่มาข้อมูล : http://www.prbangkok.com/วิเคราะห์ข่าว/23552-มาตรการป้องกันน้ำท่วม

 

จำนวนคนอ่าน 7654 คน

คุณเห็นด้วยหรือไม่

Login

จำนวนคนโหวต 0 คน

เห็นด้วย 0 คน

0.00%

ไม่เห็นด้วย 0 คน

0.00%

 แสดงความคิดเห็น

** กรุณาเข้าสู่ระบบก่อน จึงจะสามารถแสดงความคิดเห็นได้ LoginRegister