ข่าวสารกรุงเทพฯ
กองประชาสัมพันธ์ ได้วิเคราะห์สถานการณ์ข่าวจากหนังสือพิมพ์และสื่อออนไลน์ ประจำวันที่ 15 มีนาคม 2555 ปรากฏว่าการนำเสนอข่าวและการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชนและประชาชน ให้ความสำคัญกับ การลดการใช้ยาและมาตรการบริโภคยาตามความจำเป็น โดยสรุปสาระสำคัญ ปัญหาอุปสรรค/ผลกระทบ และข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวได้ ดังนี้
สาระสำคัญ • นาย วิทยา บุรณศิริ รมว.กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ค่าใช้จ่ายจากการใช้ยาของไทยเพิ่มขึ้นจาก 36,506 ล้านบาทในปี 2543 เป็น 98,375 ล้านบาทในปี 2551 โดยมีอัตราเพิ่มเฉลี่ยร้อยละ 15 ต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งค่าใช้จ่ายด้านยาคิดเป็นร้อยละ 46.7 ของค่าใช้จ่าย ด้านสุขภาพของประเทศ สูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วกว่า 2 เท่าตัว และมีแนวโน้มนำเข้ายาจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากร้อยละ 46 เป็นร้อยละ 65 ในช่วงเดียวกัน รายงานการศึกษาของกรมการแพทย์ พบในปี 2553 คนไทยบริโภคยาทั้งยาแผนปัจจุบัน และแผนโบราณที่ผลิตเองและนำเข้าประมาณ 47,000 ล้านเม็ด/ปี หรือเฉลี่ย 128 ล้านเม็ด/วัน โดยมีผู้ป่วย ซื้อยากินเองร้อยละ 15 ของผู้ป่วยทั้งหมด จากการสำรวจสุขภาพคนไทย ปี 2550–2552 พบคนไทยอายุ 15 ปี ขึ้นไปกินยาแก้ปวดทุกวันร้อยละ 2.3 กินยานอนหลับเป็นประจำร้อยละ 3.3 กินยาลูกกลอน เป็นประจำร้อยละ 2.1 และกินยาลดความอ้วนร้อยละ 1.1 ซึ่งยาที่คนไทยใช้มากเป็นอันดับหนึ่งคือ ยาปฏิชีวนะ โดยใช้ถึงร้อยละ 20 ของยาทั้งหมด บ่อยครั้งเป็นการใช้ยาเกินขนาดเป็นสาเหตุที่ทำให้เชื้อดื้อยาเพิ่มขึ้นและเป็นการสะสมอาจทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ (กรุงเทพธุรกิจ, โพสต์ทูเดย์, มติชน, ไทยโพสต์, คม ชัด ลึก) • ที่ประชุมเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำระหว่าง 3 กองทุนประกันสุขภาพภาครัฐ ประกอบด้วย กองทุนสวัสดิการข้าราชการ กองทุนประกันสังคม และกองทุนประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยมี น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้มอบหมายให้องค์การเภสัชกรรม (อภ.) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมกับ 3 กองทุน จัดทำมาตรการเพื่อควบคุมราคายาและการบริโภคยา เช่น การรวมซื้อยาที่ส่วนกลาง หรือการต่อรองราคายา และส่งเสริมการสั่งยาโดยการใช้ชื่อสามัญทางยา เป็นต้น ส่วนนโยบายการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค ได้ให้ 3 กองทุนสุขภาพและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ (สสส.) บูรณาการร่วมกันเสนอประเด็นลดพฤติกรรมเสี่ยงที่สำคัญและลดการเจ็บป่วย (กรุงเทพธุรกิจ, โพสต์ทูเดย์, มติชน, ไทยโพสต์)
ปัญหาอุปสรรค/ผลกระทบ • นพ. วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ปัจจุบันค่าใช้จ่ายสุขภาพสูงขึ้นถึงร้อยละ 9 ต่อปี หรือประมาณร้อยละ 4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ( GDP ) และหากไม่ดำเนินการใดๆ ในอีก 8 ปีข้างหน้า หรือปี 2563 ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 6.6 ของ GDP (มติชน, คม ชัด ลึก)
• นพ. ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า การใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งพบมีการใช้มากเป็นอันดับหนึ่ง หรือประมาณร้อยละ 18–20 ของยาทั้งหมด และบางครั้งเป็นการใช้ยา ที่ไม่มีความจำเป็น เช่น ใช้รักษาอาการไข้หวัดที่เกิดจากไวรัส และท้องเสียที่เกิดจากอาหารเป็นพิษ เป็นต้น (คม ชัด ลึก) • นพ. ไพจิตร์ วราชิต ปลัด สธ. ระบุ จากการศึกษาพบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของการใช้ยา ได้แก่ (1) ปรับขนาดยาเองตามใจชอบ ซึ่งอาจเกิดอันตราย เพราะโรคบางอย่างต้องการยาต่อเนื่อง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือยาบางอย่างต้องกินให้หมดตามแพทย์สั่ง (2) นำยาของคืนอื่นมาใช้ (3) ไม่ฟังคำอธิบายจากเภสัชกร เนื่องจากรีบกลับบ้านและไม่สนใจอ่านฉลาก หรือเอกสารกำกับยา (4) เก็บยาไม่ถูกต้อง ทำให้ยาเสื่อมก่อน ถึงวันหมดอายุประสิทธิภาพยาลดลง (5) ไม่ดูวันหมดอายุเวลาซื้อยา (6) ลืมกินยา (7) ใช้ยาไม่ถูกต้องทำให้ใช้ยา ไม่ได้ผล (8) ไม่นำยาเก่ามาด้วยเวลามารักษาตัวในโรงพยาบาล บางครั้งจึงไม่ได้รับยาต่อเนื่อง (9) รับการรักษาจากหลายสถานพยาบาล ทำให้ได้รับยาซ้ำซ้อน และ (10) เชื่อว่าการใช้ยาดีกว่าการป้องกันการเกิดโรค (กรุงเทพธุรกิจ, คม ชัด ลึก) • นาย นิมิตร์ เทียนอุดม ผอ.มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ตั้งข้อสังเกต การเข้าพบนายกรัฐมนตรีของกลุ่มบริษัทยาสหรัฐฯ มีเป้าหมายพยายามเจรจาเพื่อไม่ให้เกิดการต่อรองราคายาด้วยวิธีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่าง สธ. กับบริษัทยาข้ามชาติ เพื่อกำหนดราคายาและเวชภัณฑ์ให้อยู่ในราคาที่เหมาะสม แต่กลับมีการตั้ง ผู้ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเข้าร่วมเป็นคณะทำงาน ขณะเดียวกัน การตั้งคณะทำงานชุดนี้อาจส่งผลต่อการประกาศ ใช้ สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา ( CL ) และจะลามไปถึงอำนาจการตัดสินใจของรัฐบาลต่อการออกกฎระเบียบ หรือปรับแก้เงื่อนไขต่างๆ ซึ่งจะมีบริษัทยาข้ามชาติร่วมพิจารณา (สาธารณสุข–โพสต์ทูเดย์) • สาเหตุของการใช้ยาโดยไม่จำเป็นของคนไทย คือ การขาดความรู้ของประชาชนและการ วิตกกังวลจนเกิดเหตุ รวมทั้ง การหาซื้อยาที่ทำได้ง่ายและสะดวกอย่างยิ่ง แม้กระทั่งในร้านขายของชำ ซึ่งต่างจาก บางประเทศที่จะได้ยาก็ต่อเมื่อไปพบแพทย์เท่านั้น ( www. health.kapook.com )
ข้อเสนอแนะ • นาย วิทยา บุรณศิริ รมว.สธ. ระบุ สธ. จะมีการรณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้ยา โดยจะมีมาตรการให้บริโภคยาตามความจำเป็น ตามคำแนะนำของแพทย์ ซึ่งในปีงบประมาณ 2556 รัฐบาลจะเร่งรัด ดำเนินมาตรการลดการใช้ยา เน้นการดูแลสุขภาพ ป้องกันไม่ให้เจ็บป่วย พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจในการลดการใช้ยา เช่น ให้ประชาชนนำยาที่เหลือใช้ ยาหมดอายุ หรือยาที่ไม่มีประโยชน์ มาแลกกับไข่ เพื่อช่วยให้คนไทยบริโภคยา ตามความจำเป็น (กรุงเทพธุรกิจ, โพสต์ทูเดย์, มติชน, ไทยโพสต์, คม ชัด ลึก) • นพ. วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. ระบุ ที่ประชุมเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำระหว่าง 3 กองทุนประสานบูรณาการเห็นควรมีการดำเนินการ 3 เรื่อง ได้แก่ (1) การควบคุมราคายา โดยต้องจัดทำบัญชี ราคายากลางของประเทศทั้งยานอกและในบัญชียาหลักแห่งชาติ (2) จัดซื้อยาในราคารวมในจำนวนมากๆ และ (3) มาตรการส่งเสริมการสั่งซื้อยาชื่อสามัญ เนื่องจากที่ผ่านมาแพทย์มักนิยมสั่งยานอก ยายี่ห้อดังๆ ซึ่งแท้จริงแล้ว ตัวยาเหมือนกัน แต่ราคาต่างกันมาก เช่น ยาพาราเซตามอลตัวยาเดียวกันแต่คนละยี่ห้อราคาแตกต่างกัน ตรงนี้จะลดปัญหาแพทย์ติดยาดังและลดปัญหาฮั้วกันกับบริษัทยา (มติชน, คม ชัด ลึก) • นาย อภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ระบุ บริษัทยาไม่มีสิทธิเข้ามาร่วมการตัดสินใจในทุกเรื่อง เพราะเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน โดยรัฐบาลต้องคิด อย่างรอบด้านก่อนจะตัดสินใจใดๆ ที่สำคัญต้องมีกระบวนการรับฟังและสร้างการมีส่วนร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง (บทความ–โพสต์ทูเดย์)
• นายคณิศ แสงสุพรรณ กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ระบุ สิ่งที่ทั้ง 3 กองทุนประสานสุขภาพภาครัฐต้องร่วมกันดำเนินการทันทีคือ ลดการใช้ยาโดยต้องมีนโยบายพร้อมกัน ทั้งสามกองทุนและควรมอบให้ สสส. รณรงค์ทั่วประเทศ ขณะเดียวกันจำเป็นต้อง กำหนดราคากลางยาและ อุปกรณ์การแพทย์ในปีงบประมาณ 2556 ให้ชัดเจน โดย สปสช. ควรจะประกาศราคายาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่จัดซื้อ เพื่อเป็นบรรทัดฐานสำหรับการจัดซื้อของกองทุนอื่น โดยกองทุนใดซื้อได้ถูกกว่า สปสช. ก็ให้ซื้อไป แต่หากได้ราคาสูงกว่าควรมาซื้อที่ สปสช. รวมทั้งจำเป็นต้อง กำหนดราคากลางในการวินิจฉัยรักษาร่วมกัน ทั้งสามกองทุน และนำระบบประเมินเทคโนโลยีด้านสาธารณสุขมาใช้ นอกจากนี้ กองทุนสวัสดิการข้าราชการควรแก้ปัญหาระบบการเบิกจ่ายของผู้ป่วยนอก และทบทวนว่าข้าราชการใหม่ที่จะเข้ามาในระบบควรได้รับมาตรฐานการรักษาเดิม หรือมาตรฐานใหม่ เพราะหากให้เหมือนเดิมจะใช้งบประมาณจำนวนมาก (บทความ–โพสต์ทูเดย์) • หลายหน่วยงานเน้นการไม่ใช้ยา แต่ให้หาสาเหตุของอาการเจ็บป่วยว่าเกิดจากอะไร แล้วแก้ตรงนั้น การแก้ด้วยการใช้ยาเป็นการแก้ปลายเหตุ หากไม่กำจัดที่ต้นเหตุและร่างกายไม่ฟื้นฟูก็ไม่สามารถหาย จากอาการนั้นๆ ได้ เมื่อไม่หายก็กินยาแก้อาการข้างเคียงของยาไปเรื่อยๆ ในที่สุดจะตกเป็นทาสของยา การดูแล ป้องกันตัวเองก่อนเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยเน้นการแก้ไขด้วยธรรมชาติบำบัดและทานอาหารให้เป็นยา ( www. manager.co.th )
...................พวงเพ็ญ..........(วิเคราะห์สถานการณ์ข่าว) แหล่งที่มาข้อมูล: http://www.prbangkok.com/วิเคราะห์ข่าว/22754-การลดการใช้ยาและมาตรการบริโภคยาตามความจำเป็น
|
<< ย้อนกลับ |
<< ย้อนกลับ |

.jpg)



จำนวนคนอ่าน 9104 คน
คุณเห็นด้วยหรือไม่
จำนวนคนโหวต 0 คน
เห็นด้วย 0 คน
ไม่เห็นด้วย 0 คน
แสดงความคิดเห็น
** กรุณาเข้าสู่ระบบก่อน จึงจะสามารถแสดงความคิดเห็นได้
