ข่าวสารกรุงเทพฯ
กองประชาสัมพันธ์ ได้วิเคราะห์สถานการณ์ข่าวจากหนังสือพิมพ์และสื่อออนไลน์ ประจำวันที่ 3 พฤษภาคม 2555 ปรากฏว่าการนำเสนอข่าวและการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชนและประชาชน ให้ความสำคัญกับ การจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ โดยสรุปสาระสำคัญ ปัญหาอุปสรรค/ผลกระทบ และข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวได้ ดังนี้ สาระสำคัญ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวหลังประชุมคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) ว่า ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง รัฐบาลมีความห่วงใยต่างกัน เนื่องจากกรณีปัญหาน้ำท่วม ทำให้เกิดความเสียหายหนักดังที่เคยปรากฏมาแล้ว ส่วนปัญหาน้ำแล้งส่วนใหญ่เกิดกับกลุ่มเกษตรกร การบรรเทา เยียวยาจึงแบ่งเป็น 2 ส่วน สำหรับการดูแลแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ซึ่งกระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้แจกจ่ายน้ำดื่ม เพื่ออุปโภคบริโภคในพื้นที่ภัยแล้งอย่างต่อเนื่อง และเตรียมการเพื่อนำน้ำมาช่วยเหลือภาคการเกษตร มาตรการแรก ได้สั่งการให้ปรับระดับปริมาณน้ำในเขื่อน รวมทั้งให้พิจารณาถึงภัยน้ำท่วมและน้ำแล้งควบคู่กัน ส่วนมาตรการที่สอง เป็นหน้าที่ของกรมฝนหลวงในการลงมาช่วยพื้นที่ที่มีปัญหาภัยแล้งมาก ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) รับผิดชอบดูแล นอกจากนี้ ได้สั่งการเพิ่มเติมให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) พิจารณานำแหล่งน้ำในส่วนอื่นๆ ส่งน้ำมาช่วยภาคการเกษตรด้วย (มติชน, เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน, เดลินิวส์, สยามรัฐ, ไทยโพสต์, ไทยรัฐ) นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วท. ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีแจ้งให้ที่ประชุม กนอช. ทราบว่าได้มีจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีจีน เพื่อขอให้รัฐบาลจีนส่งผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำมาช่วยวิเคราะห์แผนงานป้องกันน้ำท่วมของประเทศไทยในส่วนที่ได้ อนุมัติงบประมาณไปแล้ว 1.2 แสนล้านบาท และ ช่วยตรวจสอบแผนการรับมืออุทกภัยในปีนี้ โดยผู้เชี่ยวชาญจากจีนจะอยู่ในประเทศไทยประมาณ 1 เดือน หลังจากนั้นจะให้ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนอยู่ในประเทศไทยต่อไป เพื่อดูแลแผนบริหารจัดการน้ำในช่วงน้ำหลาก นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือเรื่องการบูรณาการแผนป้องกันภัย โดยมีมติในช่วงการป้องกันภัยปกติ จะใช้กลไกการทำงานของคณะกรรมการชุดต่างๆ ที่ตั้งขึ้น แต่หากเกิดวิกฤติภัยรุนแรงจะใช้ระบบและกลไก ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันสาธารณภัยฯ โดยที่ประชุม มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดำเนินการร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกัน ที่ประชุม ได้อนุมัติงบประมาณจากวงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ให้ ทส. ใช้ในการปลูกป่า เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศให้ป่าต้นน้ำสามารถดูดซับน้ำได้ จำนวน 940 ล้านบาท และ อนุมัติงบฯ 1,700 ล้านบาท ของกระทรวงคมนาคม (คค.) แต่ผู้ใช้ คือ กรมชลประทานและกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อนำไปสร้างเขื่อนริมคลองรังสิต โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ 6 กิโลเมตร กับ 17 กิโลเมตร ส่วนการก่อสร้างเขื่อนตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยาให้จังหวัดและท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ โดยมีเงื่อนไขหากไม่สามารถก่อสร้างสิ่งที่ถาวรแล้วเสร็จทัน ให้ทำเขื่อน หรือถนนกั้นน้ำชั่วคราวในลักษณะเขื่อนดิน เพื่อกั้นน้ำชั่วคราวให้เรียบร้อยภายในเดือนกรกฎาคมนี้ สำหรับ วงเงินตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อวางระบบ บริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ ในส่วนที่เหลือประมาณ 3 แสนล้านบาท คณะกรรมการ กบอ. ได้เสนอ กนอช. และจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้า โดยจะเลือกทำโครงการหลักที่อยู่ในแผนของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) (ข่าวสด, กรุงเทพธุรกิจ, มติชน, เดลินิวส์, โพสต์ทูเดย์, ไทยรัฐ, เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน, สำนักข่าวแห่งชาติ) นาย สุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เลขาธิการสำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) กล่าวว่า การดำเนินงานเพื่อจัดทำแผนและการออกแบบเบื้องต้น คาดจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อให้สามารถดำเนินการกู้เงินเพื่อใช้ในโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำในระยะยาวได้แล้วเสร็จตามข้อกำหนดใน พ.ร.ก. คือ ภายในเดือนมิถุนายน 2556 ส่วนขั้นตอนการเปิดให้บริษัทที่ปรึกษาเข้ามาวางแผนกำหนดระยะเวลาไว้ 3 เดือน ระหว่างเดือนมิถุนายน–สิงหาคม 2555 จากนั้นคณะกรรมการตรวจสอบและคัดเลือกแผนงานฯ ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ 4 ท่าน ได้แก่ นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วท. ในฐานะประธาน กบอ. นาย กิจจา ผลภาษี ที่ปรึกษา กนอช. นาย ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ที่ปรึกษา กยน. และตน จะตรวจและให้คะแนน คาดจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2555 (กรุงเทพธุรกิจ) นาย กิจจา ผลภาษี ที่ปรึกษา กนอช. กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือ 4 เรื่อง คือ การปลูกป่า สร้างฝาย หญ้าแฝก และการอนุรักษ์ เบื้องต้นนายกรัฐมนตรีสั่งการให้ถอนเรื่องการปลูกป่าและศึกษาใหม่ เนื่องจากยังมีปัญหาเรื่องกล้าพันธุ์ เพราะการปลูกป่าจะใช้พืชชนิดเดียวกันไม่ได้ ต้องมีไม้เนื้ออ่อนและไม้เนื้อแข็งคละกัน ส่วนเรื่องอื่นๆ ให้ดำเนินต่อไป (มติชน, เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน, กรุงเทพธุรกิจ) สำนักพัฒนาอุตุนิยมวิทยา คาดหมายลักษณะอากาศ ในช่วงฤดูฝนของประเทศไทยปีนี้ ภาคใต้ฝั่งตะวันตก หรือฝั่งทะเลอันดามัน ครอบคลุม จ.ภูเก็ต กระบี่ พังงา ระนอง ตรัง และจ.สตูล จะเริ่มเข้าสู่ ฤดูกาลก่อนภาคอื่นๆ ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน ส่วนประเทศไทยตอนบน หรือนับตั้งแต่ก้นอ่าวไทย ครอบคลุมกรุงเทพฯ ภาคกลาง ขึ้นไปถึงภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม ขณะที่ ศูนย์ภูมิอากาศ คาดการณ์ลักษณะฝนในระยะแรกจะมีฝนตกเป็นระยะๆ จากนั้นราวเดือนมิถุนายน–กลางเดือนกรกฎาคม ปริมาณฝนจะลดน้อยลง ซึ่งอาจทำให้น้ำมีไม่เพียงพอสำหรับการเกษตรในหลายพื้นที่ได้ จนถึงช่วงปลายเดือนกรกฎาคม–กันยายน ปริมาณฝนจะดีขึ้น โดยปริมาณน้ำฝนรวมโดยเฉลี่ยจะใกล้เคียงค่าปกติ นอกจากนี้ ศูนย์ภูมิอากาศคาดการณ์พายุหมุนเขตร้อน (ดีเปรสชั่น โซนร้อน และไต้ฝุ่น) ในปี 2555 จะมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย 1–2 ลูก และเคลื่อนผ่านประเทศไทยตอนบน ช่วงเดือนสิงหาคม–กันยายน ส่วนภาคใต้ พายุดังกล่าวอาจเคลื่อนผ่านในช่วงเดือนตุลาคม–พฤศจิกายน (เดลินิวส์) ปัญหาอุปสรรค/ผลกระทบ นาย พีรพล ไตรทศาวิทย์ อดีตปลัด มท. ระบุ จากประสบการณ์ที่เคยรับมือกับน้ำท่วมใหญ่ปี 2538 ที่จ.พระนครศรีอยุธยา และเมื่อครั้งเป็นผู้ว่าราชการ จ.นครนายก (ระหว่างปี 2541–2542) พบ จ.นครสวรรค์ เป็นจังหวัดหนึ่งที่มักเกิดน้ำท่วมใหญ่เป็นระยะๆ และเมื่อจะจัดทำโครงการแก้ปัญหาเรื่องน้ำ มักจะมี คำขอมาจากหลายฝ่าย ซึ่งต่างมีวัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกัน จึงมักแก่งแย่งงบประมาณซึ่งกันและกัน ดังนั้น วิธีเดียวที่จะลดปัญหาดังกล่าวคือ การทำให้มีข้อมูลน้ำที่ตรงกันและยอมรับร่วมกันในลำดับความเร่งด่วน ของลำน้ำ แหล่งกักเก็บน้ำที่ต้องเร่งปรับปรุงก่อนหลัง รวมทั้งวิธีการแก้ปัญหาน้ำ เพื่อให้ได้ยุทธศาสตร์และผังน้ำจังหวัดที่ตรงตามข้อเท็จจริง (บทความ–มติชน) ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน รายงานผลการจัดสรรน้ำในฤดูแล้ง ทั่วประเทศถึงปลายเดือนเมษายนนี้ ซึ่งถือว่าสิ้นสุดฤดูกาลส่งน้ำ มีการนำน้ำไปใช้ 33,262 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เฉพาะในลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการนำน้ำไปใช้แล้ว 14,751 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ ฤดูฝนจะเริ่มประมาณกลางเดือนพฤษภาคม 2555 เป็นต้นไป ซึ่งอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศส่วนใหญ่ มีพื้นที่ว่างพอที่จะรองรับน้ำในฤดูฝนได้ แต่สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือ หากปีนี้มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำในเกณฑ์น้อย จะทำให้น้ำต้นทุนที่ใช้สนับสนุนการใช้น้ำในฤดูแล้งปีหน้าอยู่ในเกณฑ์น้อยเช่นกัน จึงต้องวางแผนการใช้น้ำ ให้เหมาะสมต่อไป(เดลินิวส์, ไทยรัฐ) ข้อเสนอแนะ นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วท. ในฐานะประธาน กบอ. กล่าวว่า ได้เสนอในที่ประชุม กนอช. การดำเนินโครงการต่างๆ จะเลือกทำเฉพาะโครงการหลักที่เขียนไว้ในแผนของ กยน. ซึ่งเป็นแผนที่ใช้ในการ กู้เงินและแถลงต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว เบื้องต้น กบอ.จะจัดทำรายละเอียดข้อกำหนดสำหรับการจัดซื้อ/จัดจ้าง ( TOR ) เพื่อใช้ในการคัดเลือกบริษัทที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการน้ำทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ เพื่อเข้ามาวางระบบการบริหารการจัดการน้ำของประเทศ ในส่วนของแผนระยะยาว 3–5 ปี โดยการจัดทำ TOR ฉบับดังกล่าว จะต้องแล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อนำเสนอต่อ ครม. พิจารณาต่อไป (ข่าวสด, กรุงเทพธุรกิจ, มติชน, เดลินิวส์, โพสต์ทูเดย์, ไทยรัฐ, เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน, สำนักข่าวแห่งชาติ) นาย กิจจา ผลภาษี ที่ปรึกษา กนอช. กล่าวว่า การทำ TOR จัดจ้างที่ปรึกษาวางแผนและก่อสร้างโครงการจัดการน้ำของ กบอ. จะอยู่ในแผนการบริหารจัดการน้ำ 8 แผนหลักที่ กยน.วางไว้ โดยบริษัทที่ปรึกษาซึ่งจะเข้ามาทำงานจะแปลงแผนหลักของ กยน.ให้เป็นแผนในทางปฏิบัติ เพื่อให้มีการก่อสร้างแล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนด (มติชน, เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน, กรุงเทพธุรกิจ) นาย สุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เลขาธิการ สบอช. กล่าวว่า TOR ที่กำหนดขึ้นจะใช้กรอบแผนงานของ กยน.ที่รัฐบาลนำเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้มาร่างเป็นข้อกำหนด เพื่อให้การนำเสนอแผนงานของบริษัทที่ปรึกษามีแนวคิดเบื้องต้น โดยบริษัทต่างๆ อาจจัดทำแผนเป็นรายโครงการ หรือจัดทำเป็นแผนการจัดการน้ำในภาพรวมทั้งประเทศก็ได้ แต่ทุกแผนต้องมีความชัดเจน(กรุงเทพธุรกิจ) นาย พีรพล ไตรทศาวิทย์ อดีตปลัด มท. ระบุ ยุทธศาสตร์น้ำในอนาคต คือ แนวเหนือลงใต้ต้องเร่งขุดลอกและจัดทำประตูน้ำ เพื่อชะลอน้ำและกั้นไว้ตามจุดต่างๆ ไว้ใช้ในหน้าแล้ง ส่วนด้านตะวันตกจะมีโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ในอนาคต ในระหว่างนี้จึงต้องเริ่มขุดลอกลำน้ำแม่วงก์ทั้งหมด และมีโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองโพธิ์ ส่วน ด้านตะวันออกต้องเร่งขุดลอก 17 ลำน้ำสาขาของบึงบอระเพ็ด รวมทั้งตัวบึงบอระเพ็ด เพื่อดึงน้ำมาสู่บึงให้มากที่สุด และทำให้เกษตรกรทั้งที่อยู่เหนือบึงและใต้บึงสามารถใช้น้ำจากบึงได้ ขณะที่ ด้านใต้ต้องมียุทธศาสตร์จัดสร้างน้ำเลี่ยงเมืองทั้งด้านตะวันออกและตะวันตก เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าตัวเมือง จ.นครสวรรค์ ทั้งนี้ การจัดทำยุทธศาสตร์และผังน้ำจังหวัดต้องสามารถบูรณาการมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลดังกล่าวข้างต้นเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างเป็นระบบ และหากทุกจังหวัดมียุทธศาสตร์นี้ การบูรณาการเรื่องน้ำภายในจังหวัดและระหว่างจังหวัดจะเห็นภาพได้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น(บทความ–มติชน) การที่รัฐบาลเตรียมผลักดันงบฯ ลงทุนวงเงินประมาณ 100,000 ล้านบาท ในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ขอให้รัฐบาลแจกแจงมูลค่าโครงการและวิธีการดำเนินโครงการต่างๆ ให้ประชาชนได้รับทราบ เพื่อพิจารณาว่าจะเกิดประโยชน์และคุ้มค่าจริงหรือไม่ ( www.pantip.com )
แหล่งที่มาข้อมูล : http://www.prbangkok.com/วิเคราะห์ข่าว/23441-การจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ |
<< ย้อนกลับ |
<< ย้อนกลับ |

.jpg)



จำนวนคนอ่าน 8400 คน
คุณเห็นด้วยหรือไม่
จำนวนคนโหวต 0 คน
เห็นด้วย 0 คน
ไม่เห็นด้วย 0 คน
แสดงความคิดเห็น
** กรุณาเข้าสู่ระบบก่อน จึงจะสามารถแสดงความคิดเห็นได้
