ข่าวสารกรุงเทพฯ


สาระสำคัญ

นาย ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รผว.กทม. กล่าวกรณี กทม. มอบหมายให้บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ( KT ) ลงนามต่อสัญญาจ้าง บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ ( BTSC ) เดินรถไฟฟ้าระยะเวลา 30 ปีว่า การจ้าง BTSC เดินรถไฟฟ้า 30 ปี เป็นการยืนยันว่า กทม.จะไม่ต่อสัญญาสัมปทานกับ BTSC เนื่องจากหากให้ต่อสัญญาสัมปทาน กทม. จะไม่มีอำนาจในการควบคุมราคาค่าโดยสาร ส่วนการที่ กทม.จ้าง KT สามารถทำได้ เพราะมีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียบบริหารราชการ กทม. พ.ศ.2528 รองรับ ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า กทม.มีอำนาจตัดสินใจในการว่าจ้างบริษัทเอกชนมาดูแลทรัพย์สิน รวมทั้ง ได้มีการศึกษาและผ่านความเห็นชอบจากสภา กทม. แล้ว ดังนั้น การต่อสัญญาครั้งนี้ เพื่อให้ กทม.มีอำนาจในการควบคุมดูแลระบบรถไฟฟ้า รวมถึงกำหนดอัตราค่าโดยสาร โดยไม่ให้ส่งผลกระทบกับประชาชนผู้ใช้บริการในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การจ้างเดินรถดังกล่าวไม่ต้องขออนุมัติจาก รมว.กระทรวงมหาดไทย (มท.) เนื่องจากเป็นการจ้างตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการ กทม.ฯ มาตรา 89 (8) ที่ระบุ กทม. จ้าง KT เพื่อเป็นเอกชนว่าจ้าง BTSC เว้นแต่ BTSC ประสงค์จะต่อสัญญาสัมปทาน ซึ่งต้องแจ้ง กทม.ล่วงหน้า 5 ปี หรือไม่น้อยกว่า 3 ปี ก่อนสัญญาจะสิ้นสุด ซึ่งกรณีนี้ต้องได้รับอนุมัติจาก รมว.มท. (มติชน, สำนักข่าวแห่งชาติ, เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน, เดลินิวส์, พิมพ์ไทย, ไทยรัฐ, ไทยโพสต์, ข่าวสด, กรุงเทพธุรกิจ, โลกวันนี้, สำนักข่าวไทย)
นาย อมร กิจเชวงกุล กรรมการผู้อำนวยการ KT กล่าวว่า กรณีค่าจ้าง BTSC เดินรถไฟฟ้า 1.9 แสนล้านบาท ในระยะเวลา 30 ปี KT ได้เชิญสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย ( ADB ) มาประเมินค่าใช้จ่ายทั้งหมด และได้มีการเจรจาอย่างถึงที่สุดแล้ว ซึ่งถูกกว่าหลักสากลทั่วโลกประมาณ 1,800 ล้านบาท โดยเงินจำนวนนี้ BTSC ต้องนำไปเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการอีกในเวลา 30 ปี ทั้งนี้ ยืนยัน กทม. มีอำนาจต่อรองสูงมากกว่าในอีก 17 ปีหากรอให้สิ้นสุดสัญญาสัมปทาน เนื่องจาก BTSC มีความต้องการที่จะเดินรถอยู่แล้ว แต่ในอนาคต BTSC อาจเดินรถในเส้นทางที่ยาว กว่าในปัจจุบันและค่าจ้างอาจสูงกว่าขณะนี้ หรืออาจเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องเดินรถให้ กทม. ในระยะทางสั้นๆ ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงในอนาคตจึงต้องต่อสัญญาดังกล่าว (มติชน, สำนักข่าวแห่งชาติ, เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน, เดลินิวส์, พิมพ์ไทย, ไทยรัฐ, ไทยโพสต์, ข่าวสด, กรุงเทพธุรกิจ, โลกวันนี้, สำนักข่าวไทย)
นาย พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนได้นำเรื่องนี้ไปยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในวันที่ 15 พฤษภาคม เพื่อขอให้ตรวจสอบ ความโปร่งใส ในวันที่ 16 พฤษภาคม จะยื่นเรื่องต่อคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาผู้แทนราษฎร และวันที่ 17 พฤษภาคม จะยื่นหนังสือต่อ รมว.มท. ให้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว เนื่องจาก กทม. อ้างว่าไม่ต้องขออนุมัติจาก มท. (โพสต์ทูเดย์, พิมพ์ไทย, ข่าวสด, กรุงเทพธุรกิจ, โลกวันนี้)
นาย ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การทำสัญญาดังกล่าว ส่งผลให้ กทม.เสียผลประโยชน์ เพื่อเป็นค่าชดเชยให้ BTSC ที่ต้องสูญเสียรายได้ในเส้นทางส่วนต่อขยาย ซึ่งตนจะยื่นเรื่อง ต่อคณะกรรมาธิการปกครองส่วนท้องถิ่น สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนาย ปวีณ แซ่จึง ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน เพื่อให้ตรวจสอบสัญญา 2 ส่วน คือ (1) สัญญาที่ กทม. จ้าง KT เป็นผู้บริหารระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ และ (2) สัญญาที่ KT ทำกับ BTSC ในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าและซ่อมบำรุง (เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน, พิมพ์ไทย, ข่าวสด, กรุงเทพธุรกิจ)
สำนักงานกฎหมายและคดี (สกค.) สำนักปลัด กทม. ชี้แจงสัญญาว่าจ้าง BTSC เดินรถไฟฟ้า ระบุปัจจุบันรถไฟฟ้า BTS แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรก เส้นทางสายหลักที่เปิดให้บริการปัจจุบัน ระยะทาง 23 กิโลเมตร BTSC ได้รับสัมปทานจาก กทม. 30 ปี สิ้นสุดสัมปทานในปี 2572 หรือในอีก 17 ปีข้างหน้า ส่วนที่ 2 เส้นทางส่วนต่อขยายช่วงอ่อนนุช–แบริ่ง และตากสิน–บางหว้า กทม. ก่อสร้างเอง และให้ KT ซึ่ง กทม. ถือหุ้นร้อยละ 99 เป็นผู้ว่าจ้าง BTSC เดินรถส่วนต่อขยายทั้ง 2 ช่วง เพราะก่อนหน้านี้ กทม.ได้เปิดประกวดราคา หาเอกชนมาเดินรถแล้ว แต่ไม่มีเอกชนรายใดสนใจ เนื่องจากระยะทางส่วนต่อขยายทั้ง 2 ช่วงมีระยะทางสั้น ขณะเดียวกันเอกชนรายใหม่จะต้องลงทุนก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุง (เดปโป้) เพิ่ม ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูงและอาจ ไม่คุ้มทุน เนื่องจากเป็นเอกชนคนละรายและอาจเกิดปัญหาการเชื่อมต่อระบบอาณัติสัญญาณ ประชาชนอาจต้อง เปลี่ยนถ่ายขบวนรถระหว่างจุดเชื่อมต่อ KT จึงใช้วิธีเจรจากับ BTSC ซึ่งได้รับสัมปทานเส้นทางหลักและมีความพร้อม มากกว่า เพราะไม่ต้องลงทุนเพิ่ม นอกจากนี้ เรื่องความปลอดภัย BTSC มีประสบการณ์เดินรถ ย่อมเข้าใจในระบบ และอาณัติสัญญาณ
ส่วน การลงนามสัญญาจ้างครั้งล่าสุด ซึ่งมีระยะเวลาการว่าจ้าง 30 ปี ทำให้มีการตั้งข้อสังเกต เหตุใดไม่จ้างเพียง 17 ปี จะได้สิ้นสุดสัญญาพร้อมกับเส้นทางสายหลัก เหตุผล เนื่องจากการจ้างระยะสั้น จะมีรายจ่าย สูงกว่าระยะยาว ส่วนเส้นทางสายหลักที่มีการว่าจ้าง BTSC ให้เดินรถหลังสิ้นสุดอายุสัมปทานเป็นเวลา 13 ปี เพื่อให้สอดรับกับการเดินรถส่วนต่อขยายเป็นเอกชนรายเดียวกัน จะง่ายต่อการควบคุม ขณะที่ประชาชนได้รับความสะดวกในการเดินทางต่อเชื่อมมากขึ้น ทั้งนี้ ตามสัญญาสัมปทาน เมื่อครบอายุสัมปทาน 30 ปี BTSC สามารถขอต่ออายุสัมปทานได้อีก ซึ่งขณะนี้ถือว่า BTSC เริ่มมีกำไรจากการให้บริการเพิ่มขึ้น และหากทำสัญญาว่าจ้าง BTSC ในช่วงใกล้หมดสัญญา อาจมีปัญหาเรื่องการเจรจาต่อรอง (ไทยรัฐ)

ปัญหาอุปสรรค/ผลกระทบ

นาย อมร กิจเชวงกุล กรรมการผู้อำนวยการ KT กล่าวว่า เมื่อปี 2543 KT เคยร่างข้อกำหนดคุณสมบัติการจัดซื้อจัดจ้าง ( TOR ) เพื่อหาผู้รับจ้างเดินรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ไม่มีเอกชนรายใดสนใจ เพราะติดปัญหาการสร้างศูนย์ซ่อมบำรุง (เดปโป้) เนื่องจากต้องหาพื้นที่และเวนคืนที่ดิน ซึ่งปัจจุบันศูนย์ซ่อมบำรุงเป็นของ BTSC โดยเช่าพื้นที่กับกรมธนารักษ์ การจ้าง BTSC จึงเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการสร้างศูนย์ซ่อมใหม่ และทำให้การเดินรถไม่สะดุด (มติชน, สำนักข่าวแห่งชาติ, เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน, เดลินิวส์, พิมพ์ไทย, ไทยรัฐ, ไทยโพสต์, ข่าวสด, กรุงเทพธุรกิจ, โลกวันนี้, สำนักข่าวไทย)

นาย ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การต่อสัญญาดังกล่าว นอกจากทำให้ BTSC ได้เดินรถในลักษณะผูกขาดแล้ว ยังทำให้ กทม.ต้องเสียเงินอีก 6,472 ล้านบาท เพื่อเป็น ค่าชดเชยให้ BTSC ที่ต้องสูญเสียรายได้ในเส้นทางที่เป็นส่วนต่อขยาย การเดินรถ ซึ่งผู้ได้รับสัมปทานมักขาดทุน ขณะเดียวกัน กรณีนี้ไม่ได้ใช้งบประมาณรายจ่ายปกติของ กทม.ปี 2555 แต่เป็นการตั้งข้อบัญญัติงบประมาณเพิ่มเติมมาจ่ายค่าชดเชยให้กับ BTSC ซึ่งการจ่ายค่าชดเชยดังกล่าวมาจากเงินคงคลังของ กทม. ที่อาจเข้าข่ายผิดระเบียบได้ เพราะเงินดังกล่าวต้องใช้ในกรณีเร่งด่วนฉุกเฉิน เช่น เกิดภัยพิบัติ หรือน้ำท่วมเท่านั้น ไม่สามารถจะนำมาใช้ในกรณีนี้ได้ (เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน, พิมพ์ไทย, ข่าวสด, กรุงเทพธุรกิจ)

กรณีที่ KT ได้รับการอนุมัติให้ขยายสัญญาเดินรถไฟฟ้าให้ BTSC ไปอีก 13 ปี ทั้งที่จะสิ้นสุดสัญญาการสัมปทานในอีก 17 ปีข้างหน้า เป็นการอนุมัติอย่างเร่งรีบ ไม่ชอบมาพากล ซึ่งเรื่องทำนองนี้ เคยเกิดขึ้นกับการทำสัมปทานในโครงการขนาดใหญ่มาหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการต่อสัญญาสัมปทานวิทยุ โทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม มักจะมีการต่อสัญญาล่วงหน้าในระยะเวลา 10 ปี หรือ 20 ปี และ ตามมาด้วยเรื่องการทุจริต ผลประโยชน์ไปตกกับผู้บริหาร หรือผู้อนุมัติเป็นจำนวนมหาศาล โดยมักจะดำเนินการก่อนพ้นจากตำแหน่งไม่นาน(คาบลูกคาบดอก–ไทยรัฐ)

กรณีนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า กทม.ทำให้รัฐบาลซื้อกิจการรถไฟฟ้า BTS ไปได้ยาก เสมือนเป็นเกราะป้องกันทางอ้อมให้ BTSC วางแนวทางให้ได้อยู่บริหารกิจการไปอีกนานในสภาวะที่กิจการรถไฟฟ้าสายนี้มีแต่ขาขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะเป็นเส้นทางทำเลทองสายเศรษฐกิจที่เป็นหัวใจของกรุงเทพฯ เนื่องจากในความเป็นจริงนโยบายเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ตามนโยบายของรัฐบาลเกิดขึ้น ยากมากในเร็ววัน การจะควบรวมทุกสายต้องใช้เงินอุดหนุนจำนวนมากและย่อมเป็นเรื่องยาก จึงอาจเป็นประเด็น ให้พรรคเพื่อไทย ใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างว่าทำให้โครงการเก็บค่าโดยสาร 20 บาท เกิดขึ้นช้า และทำให้การเดินทางของประชาชนมีราคาสูงขึ้น รวมทั้งเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ BTSC (บทความ– เดลินิวส์)

น่าประหลาดใจที่กระทรวงคมนาคม (คค.) ซึ่งแทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว กลับเป็นกระทรวงแรกที่ออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม เห็นว่ากรณีนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่ เรื่องถกเถียงเพียงสัญญาถูก หรือผิด แต่หากย้อนอดีตกันแล้ว จะพบร่องรอยการเมืองที่เข้ามายุ่งเกี่ยวอยู่อย่างต่อเนื่อง (บทความ–มติชน)

กรณีนี้มีการตั้งข้อสังเกต เป็นการกระทำเพื่อ กทม. มากกว่าประชาชน เพราะทำให้นโยบาย รัฐบาลที่จะให้รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ เป็นโครงข่ายเดียวกันทั้งหมด หลังจากก่อสร้างเส้นทางอื่นๆ ตามแผนแม่บทอีกประมาณ 10 สายเสร็จครบในปี 2572 จะไม่เป็นผล ทำให้ประชาชนต้องต่อรถไฟฟ้าหลายระบบและ เสียค่าโดยสารแพง(ใต้ฟ้ากรุงเทพฯ–เดลินิวส์)

เรื่องนี้แม้ กทม. จะยืนยันทำถูกกฎหมายทุกอย่าง รวมทั้งปิดช่องโหว่โดยออกกฎหมาย และข้อบัญญัติรองรับ 7 ฉบับ หรือเรื่องไม่เข้าข่ายต้องร่วมทุนก็พอฟังขึ้น แต่การกระทำที่ดูจะเอื้อเอกชน อย่าง BTSC คงจะแก้ตัวยาก เพราะทั้งเงื่อนเวลาที่ยังเหลือช่วงให้เจรจาได้ในสมัย ผว.กทม. คนใหม่ หลังจากนี้อีก 4 คน ยังเจรจากันทัน รวมทั้ง การยืนยันว่าที่เจรจาได้ราคาราว 1.9 แสนล้านบาทนั้น ถูกกว่าการรอเจรจาในอนาคต ยิ่งขัดกับความเป็นจริงมากขึ้น เพราะการหาผู้ดำเนินการในโครงการขนาดใหญ่ต้องปฏิบัติตามวิธีการและเปิดให้มีการแข่งขัน จึงไม่มีเหตุผลที่ กทม. จะออกมารับประกันขนาดนี้(ใต้ฟ้ากรุงเทพฯ – เดลินิวส์)

การบริหารงานของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผว.กทม. กำลังจะครบวาระในปีนี้ การที่ให้ KT ทำสัญญาว่าจ้าง BTSC เดินรถไฟฟ้า BTS อีก 13 ปี ทั้งที่อายุสัมปทานยังเหลืออีก 17 ปี ทั้งยังจ้างให้เดินรถ ในส่วนต่อขยาย 2 เส้นทางถึง 30 ปี เป็นการดำเนินการอย่างเร่งรีบ ซึ่ง ผว.กทม. ต้องตอบให้ได้ว่ามีความโปร่งใสหรือไม่ (วิภาวดี 222 – ฐานเศรษฐกิจ)

การขยายสัญญาการเดินรถไฟฟ้าให้ BTSC อาจทำให้การเชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟฟ้ามีปัญหา ในอนาคต ( www.dailynews.co.th)


ข้อเสนอแนะ

นาย ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รผว.กทม. กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ สกค. สำนักปลัด กทม. ทำหนังสือปกขาว ชี้แจงรายละเอียดโครงการระบบขนส่งมวลชนทั้งหมด มอบให้สภาผู้แทนราษฎร สภา กทม. และสื่อมวลชนได้ร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง โดย กทม. พร้อมจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินการตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม ในเร็วๆ นี้ ตนเตรียมที่จะขอเข้าพบนาย จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.คค. เพื่อชี้แจงในประเด็นต่างๆ (มติชน, สำนักข่าวแห่งชาติ, เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน, เดลินิวส์, พิมพ์ไทย, ไทยรัฐ, ไทยโพสต์, ข่าวสด, กรุงเทพธุรกิจ, โลกวันนี้, สำนักข่าวไทย)

สัญญาระหว่าง KT และ BTSC เป็นแผนที่พรรคเพื่อไทยคาดไม่ถึงว่า กทม. จะใช้วิธีนี้รักษารถไฟฟ้า BTS ให้พ้นจากการเป็นสมบัติของรัฐบาลไปได้ เนื่องจากรถไฟฟ้า BTS เป็นเป้าหมายที่พรรคเพื่อไทย ต้องการยึดมาเป็นของรัฐบาล เพื่อปกปิดความล้มเหลวของนโยบายรถไฟฟ้า 10 สาย ของพรรคฯ จึงนับเป็นโชคดี ของคนกรุงเทพฯ ที่ กทม. ทำสัญญาว่าจ้าง BTSC ให้บริหารรถไฟฟ้าทุกเส้นทางไปจนถึงปี 2585 (ฝั่งขวาเจ้าพระยา– เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน)
กทม. อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ มท. หากมีหลักฐานชัดเจนว่าผู้บริหาร กทม. กระทำผิดร้ายแรง รมว.มท. มีอำนาจปลดและสั่งดำเนินคดีได้ทันที อย่างไรก็ตาม ขอสนับสนุนให้พรรคเพื่อไทยยื่นเรื่องนี้ต่อ ป.ป.ช. โดยเร็ว เพราะจะช่วยเสริมภาพความเป็นกลางให้ชัดเจนยิ่งขึ้น (คนหน้า 5–เดลินิวส์)
หากมองประโยชน์สูงสุดของประชาชน เมื่อมีหน่วยงานการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน แห่งประเทศไทย (รฟม.) ที่รับผิดชอบด้านนี้โดยตรงชัดเจนแล้ว ต้องมองไปถึงประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ มากกว่าประโยชน์ของหน่วยงาน รวมทั้ง ขอให้ กทม. เร่งออกสมุดปกขาวโดยเร็ว เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบ เพราะการชี้แจงรายวันไม่อาจช่วยให้ภาพลักษณ์ของ กทม.ดีขึ้น ทั้งยังเป็นการเปิดช่องโหว่ให้ฝั่งตรงข้ามโจมตี ได้มากขึ้น (ใต้ฟ้ากรุงเทพฯ–เดลินิวส์)
คำถามจากนาย ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ถึงสถานะของ KT น่าสนใจ โดยเฉพาะกรณีเป็นรัฐวิสาหกิจหรือไม่ เมื่อ กทม. ถือหุ้นร้อยละ 99.98 และ กทม. ใช้ KT ทำสัญญาแทนจำนวนมาก เรื่องนี้ผู้บริหาร กทม. ต้องเร่งชี้แจงก่อนที่สังคมจะเกิดความสับสน (รอบกรุง – ข่าวสด)
เห็นด้วยกับเหตุผลของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผว.กทม. ที่ระบุการทำสัญญากับ BTSC เป็นการปกป้องผลประโยชน์ของคนกรุงเทพฯ เพื่อรักษาโครงสร้างราคาค่าโดยสารไม่ให้มีราคาสูง เพราะความไม่แน่นอน หากรถไฟฟ้าเป็นของรัฐบาลในอนาคตค่าโดยสารอาจสูงกว่านี้ (กระแซะมากระซิบ – บ้านเมือง)
ต้องการทราบว่าเมื่อต่อสัญญาไปแล้วประชาชนได้อะไร หากประชาชนได้ประโยชน์ ก็สมควรต่อสัญญา รวมทั้ง ขอเสนอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ( DSI ) นำข้อมูลมาสอบสวนอย่างตรงไปตรงมา หาหลักฐานที่ชัดเจนและถูกต้องแล้วส่งเรื่องให้ศาลตัดสิน สังคมจะได้ทราบว่า กทม. ทำเพื่อประชาชนจริงหรือไม่ ( www.dailynews.co.th)
ขอให้สื่อมวลชนหาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อนำมาตีแผ่ให้ประชาชนได้รับทราบ ขณะที่ ประชาชนควรสอดส่องมีผู้บริหาร ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ กทม. คนใดประพฤติทุจริต หรือรับสินบนใดๆ หรือไม่ ส่วน กทม. ต้องตอบให้ได้ว่าการทำสัญญาครั้งนี้ กทม. ได้ราคาที่ถูกจริงหรือไม่ และเหตุใดต้องรีบทำสัญญา ก่อนสิ้นสุดอายุสัมปทานถึง 17 ปี เพราะหากรอให้ใกล้สิ้นสุดอายุสัมปทาน กทม. จะมีอำนาจต่อรองสูงกว่านี้( www.dailynews.co.th)


-------ธนัตถ์ชวนันทน์-------วิเคราะห์สถานการณ์ข่าว

แหล่งที่มาข้อมูล : http://www.prbangkok.com/วิเคราะห์ข่าว/23573-การต่อสัญญาว่าจ้างเดินรถไฟฟ้า-BTS

 

จำนวนคนอ่าน 9602 คน

คุณเห็นด้วยหรือไม่

Login

จำนวนคนโหวต 0 คน

เห็นด้วย 0 คน

0.00%

ไม่เห็นด้วย 0 คน

0.00%

 แสดงความคิดเห็น

** กรุณาเข้าสู่ระบบก่อน จึงจะสามารถแสดงความคิดเห็นได้ LoginRegister