ข่าวสารกรุงเทพฯ


เหตุเพลิงไหม้อาคารฟิโก้เพลส

 

สาระสำคัญ

เมื่อเวลา 14.40 น. วันที่ 3 มีนาคม 2555 เกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารฟิโก้เพลส เลขที่ 18/8 ถนนอโศกมนตรี แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานให้เช่าสูง 13 ชั้น ต้นเพลิงลุกไหม้จากบริเวณชั้น 7 เป็นที่ตั้งของบริษัท โอซอง อินเตอร์เนชั่นแนล เอสเอ จำกัด และบริษัท โอบาล จำกัด และลุกลามไปชั้นบนอย่างรวดเร็ว เนื่องจากภายในเป็นที่ตั้งของบริษัทหลายบริษัทและมีเอกสารเป็นจำนวนมาก จึงเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ประกอบกับมีลมพัดแรง ขณะเดียวกันตัวอาคารยังเป็นกระจก เมื่อถูกเพลิงไหม้ทำให้กระจกแตก ร่วงหล่นลงมาชั้นล่างและมีเสียงระเบิดดังขึ้นเป็นระยะ โดยเพลิงลุกลามไปอย่างรวดเร็วจนถึงชั้น 13 ของอาคาร ซึ่งใช้เวลากว่า 3 ชั่งโมง เพลิงจึงสงบ เบื้องต้นไม่มีรายงานของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตแต่อย่างใด (ไทยรัฐ, เดลินิวส์, มติชน, ข่าวสด, แนวหน้า, บ้านเมือง, พิมพ์ไทย, โลกวันนี้, กรุงเทพธุรกิจ, คม ชัด ลึก, สยามรัฐ, สำนักข่าวแห่งชาติ, สำนักข่าวไทย, ไทยโพสต์, โพสต์ทูเดย์, เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน)

พ.ต.อ. รัฐศักดิ์ รักสลาม ผกก.สน.ทองหล่อ กล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่สามารถระบุสาเหตุของเพลิงไหม้ได้ เนื่องจากช่วงเกิดเหตุเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) อยู่ชั้นล่างจึงไม่เห็นเหตุการณ์ หลังจากเพลิงสงบจะประสานเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจอย่างละเอียดอีกครั้งว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร หรือเกิดจากตัวบุคคล โดยพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำนาย ทวีศักดิ์ กุละจันทร์เพ็ง ช่างประจำอาคาร เบื้องต้นให้การว่ารับคำสั่งให้ไปเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าที่ชั้น 7 และพบเพลิงไหม้เกิดขึ้นอีกจุดหนึ่ง หลังจากนี้จะเรียกตัวผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดสอบปากคำ และต้องรอ กทม.เข้าตรวจสอบโครงสร้างอาคารว่ายังสามารถใช้การได้หรือไม่ หากใช้การไม่ได้ก็ต้องกั้นเป็นเขตหวงห้าม (ไทยรัฐ, เดลินิวส์, มติชน, ข่าวสด, แนวหน้า, บ้านเมือง, พิมพ์ไทย, โลกวันนี้, กรุงเทพธุรกิจ, คม ชัด ลึก, สยามรัฐ, สำนักข่าวแห่งชาติ, สำนักข่าวไทย, ไทยโพสต์, โพสต์ทูเดย์, เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน)

นาย สัจจะ คนตรง ผอ.เขตวัฒนา กล่าวว่า เจ้าหน้าที่เขตและสำนักการโยธา (สนย.) รวมทั้งเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบโครงสร้างภายในของอาคาร ก่อนประเมินต้องประกาศเป็น เขตห้ามเข้าหรือไม่ เนื่องจากเป็นอาคารเก่าสร้างมาตั้งแต่ปี 2522 ก่อนที่จะมีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมอาคาร พ.ศ.2535 บังคับใช้ และต้องดูโครงสร้างว่ามีจุดบกพร่องตรงไหนที่อาจทำให้เกิดอันตรายจากการทรุดตัวลงมาหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นพบว่าในอาคารมีระบบสปริงเกอร์ดับไฟ และบันไดหนีไฟ แต่คาดเพลิงคงรุนแรงมาก จนสปริงเกอร์ไม่สามารถดับไฟได้

 

ทั้งนี้ เขตวัฒนาได้ปิดประกาศห้ามเข้าใช้อาคารฟิโก้ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคมเป็นต้นไป จนกว่าจะได้รับการตรวจสอบอาคาร ด้านความปลอดภัยจากวิศวกรโยธา ผู้เชี่ยวชาญ หรือสถาบันที่เชื่อถือได้ (ไทยรัฐ, เดลินิวส์, มติชน, ข่าวสด, แนวหน้า, บ้านเมือง, พิมพ์ไทย, โลกวันนี้, กรุงเทพธุรกิจ, คม ชัด ลึก, สยามรัฐ, สำนักข่าวแห่งชาติ, สำนักข่าวไทย, ไทยโพสต์, โพสต์ทูเดย์, เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน)

นาง มาลินี สุขเวชชรกิจ รผว.กทม. กล่าวว่า สาเหตุของเพลิงไหม้ครั้งนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ ประเมินเบื้องต้นว่าเหตุอาจเกิดจากระบบไฟฟ้าภายใน เนื่องจากเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ไม่มีคนเข้ามาทำงานภายในอาคาร สำหรับขั้นตอนการตรวจสอบของ กทม. จะเริ่มหลังเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้ามาตรวจพื้นที่และสรุปผลการตรวจสอบ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ สนย. จะเข้าไปประเมินว่าจำเป็นต้องควบคุม หรือห้ามใช้สถานที่หรือไม่ (ไทยรัฐ, เดลินิวส์, มติชน, ข่าวสด, แนวหน้า, บ้านเมือง, พิมพ์ไทย, โลกวันนี้, กรุงเทพธุรกิจ, คม ชัด ลึก, สยามรัฐ, สำนักข่าวแห่งชาติ, สำนักข่าวไทย, ไทยโพสต์, โพสต์ทูเดย์, เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน)

นาย ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รผว.กทม. กล่าวว่า จากการตรวจสอบภายในอาคารที่เกิดเหตุ ในเบื้องต้นพบตัวโครงสร้างของอาคารไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่ยังไม่สามารถใช้อาคารได้ เนื่องจากมีน้ำจากการดับเพลิงเจิ่งนองอยู่ทั่วอาคารและมีเขม่าควันตั้งแต่ชั้นล่างจนถึงชั้นบนสุด ส่วนบริเวณชั้นที่ 7 ซึ่งเป็นชั้นต้นเพลิงก็เสียหายไม่มาก โดยพบเขม่าควันเกิดขึ้นจากบริเวณโต๊ะทำงานซึ่งมีคอมพิวเตอร์ตั้งอยู่ จากนั้นเพลิง น่าจะลุกลามไปยังชั้น 8–11 อย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีฟิล์มติดอยู่ที่กระจกทำให้เป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ส่วนชั้นที่ 12 เสียหายเล็กน้อยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 5 มีนาคมนี้ เจ้าหน้าที่ สนย. พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่จากวิศวกรรมสถาน แห่งประเทศ ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) จะเข้าตรวจสอบอาคารอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง (กรุงเทพธุรกิจ, มติชน)

 

 

ปัญหาอุปสรรค/ผลกระทบ

นาง มาลินี สุขเวชชรกิจ รผว.กทม. กล่าวว่า ขณะนี้ยังระบุไม่ได้ว่าอาคารฟิโก้ผิดกฎหมายหรือระเบียบ กทม.หรือไม่ แต่การสร้างอาคารสูงในซอยแคบจำเป็นต้องมีการหารืออย่างจริงจัง เนื่องจากพบว่าเมื่อกฎหมายกำหนดให้การสร้างอาคารสูง ต้องมีถนนรอบตัวอาคาร เพื่อไม่ให้อยู่ในพื้นที่แคบ แต่เจ้าของอาคารมักหลบเลี่ยงข้อกำหนดตามกฎหมาย เช่น การสร้างอาคารชุด 100 ห้อง จะเลี่ยงเป็นสร้าง 99 ห้อง (ไทยรัฐ, เดลินิวส์, มติชน, ข่าวสด, แนวหน้า, บ้านเมือง, พิมพ์ไทย, โลกวันนี้, กรุงเทพธุรกิจ, คม ชัด ลึก, สยามรัฐ, สำนักข่าวแห่งชาติ, สำนักข่าวไทย, ไทยโพสต์, โพสต์ทูเดย์, เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน)

นาย ยุทธศักดิ์ ร่มฉัตรทอง ผอ.สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.) กทม. กล่าวว่า สาเหตุที่เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็วอาจเป็นเพราะระบบฉีดน้ำภายในอาคารมีปัญหา เนื่องจากหลังรับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ได้รีบนำรถกระเช้าทาวเวอร์ ซึ่งสามารถยืดขึ้นไปฉีดได้สูงถึง 90 เมตร หรือประมาณ 30 ชั้น ทั้งยังพบอุปสรรคเรื่องกระจกที่หนามาก ทั้งนี้ การดับเพลิงบนอาคารสูงมีปัจจัยหลายอย่าง ส่วนตัวยืนยันหากระบบฉีดน้ำภายในทำงานได้ดีจะสามารถลดความเสียหายได้มาก(เดลินิวส์)

มีความเป็นไปได้มากว่า หากรถกระเช้าดับเพลิงสามารถเข้าถึงที่เกิดเหตุเพลิงไหม้อาคาร ฟิโก้เพลส ได้ทันการณ์ทันเวลาแล้ว ความเสียหายที่เกิดกับอาคารคงมีไม่มาก เนื่องจากมีรายงานว่ารถกระเช้าดับเพลิงเสียเวลาไปราว 30 นาที เพราะถนนคับแคบ การจราจรไม่สะดวก เมื่อเหตุและผลเป็นเช่นนี้ จึงต้อง พิจารณาว่ากฎหมายต่างๆ ที่สังคมใช้เป็นเครื่องมือบังคับให้เกิดความสงบสุขมีความหละหลวมหรือไม่ หรือผู้ปฏิบัติตามกฎหมายหย่อนยาน(บทบรรณาธิการ–คม ชัด ลึก)

 

ข้อเสนอแนะ

นาย ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รผว.กทม. กล่าวว่า แนวทางป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ได้มอบหมายให้ สนย. ประสานขอความร่วมมือจากเจ้าของอาคารเก่าตั้งแต่ 4 ชั้นขึ้นไปในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่สร้างก่อนปี 2535 ให้มีการติดตั้งสปริงเกอร์ (อุปกรณ์ฉีดน้ำอัตโนมัติ) เพื่อช่วยควบคุมเพลิงไม่ให้ลุกลามข้ามชั้น หากเจ้าของอาคารรายใดต้องการติดตั้ง กทม.จะเร่งอำนวยความสะดวกให้ทันที โดยหลังจากนี้ กทม.จะสำรวจ จำนวนอาคารเก่าที่สร้างก่อนปี 2535 ทั้งหมด มีการติดตั้งสปริงเกอร์หรือไม่ ก่อนจะพิจารณาเสนอให้สภา กทม. ยกร่างกฎหมายให้อาคารทั้งหมดดำเนินการตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2535 เนื่องจากมีข้อกำหนด ด้านความปลอดภัยสูงกว่า พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฉบับเก่า (กรุงเทพธุรกิจ, มติชน)

 


นาย วินัย ลิ่มสกุล ผอ.สนย.กทม. ระบุต้อง ขอความร่วมมือเจ้าของอาคารสูงในพื้นที่กรุงเทพฯ ให้ตรวจสอบความปลอดภัยของอาคาร ระบบป้องกันอัคคีภัย อุปกรณ์ป้องกัน โดยเฉพาะสปริงเกอร์ ต้องพร้อมทำงานตลอดเวลาและต้องมีทางหนีไฟ อย่างไรก็ตาม อาคารดังกล่าวสร้างมากว่า 30 ปีแล้ว โดยทราบว่า มีเพียงตู้ดับเพลิงเท่านั้น ซึ่งสมัยนั้นยังไม่มีกฎหมายบังคับให้ติดตั้งสปริงเกอร์ ยกเว้นหากอาคารมีการดัดแปลงต่อเติมกฎหมายถึงจะบังคับได้ ทั้งนี้ ปัจจุบันอาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษในพื้นที่กรุงเทพฯ มีกฎหมายบังคับให้มีมาตรการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อัคคีภัยให้พร้อม และต้องตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์ทุก 1 ปี จึงขอเตือนไปยังเจ้าของอาคารสูงในพื้นที่กรุงเทพฯ ควรตรวจสอบระบบป้องกันอัคคีภัย อุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อม ใช้งานตลอดเวลา และเข้มงวดตรวจสอบระบบป้องกันความปลอดภัยในอาคาร โดยเฉพาะช่วงนี้อากาศแปรปรวน อากาศร้อน หรือบางช่วงอาจมีพายุฤดูร้อน นอกจากนี้ เจ้าของป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่อยู่ริมถนน ริมทางด่วน ควรตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างเหล็ก หรือช่วงรอยต่อ เพื่อป้องกันความเสียหายหรือถล่มลงมาจากผลพายุฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึงนี้ด้วย(สำนักข่าวไทย)

มีความเคลือบแคลงสงสัยและตั้งคำถามต่อ กทม. ในฐานะเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่บังคับ ใช้กฎหมายว่า ยังมีอาคารสูงภายในซอยเล็กๆ ในกรุงเทพฯ อยู่อีกมากน้อยเพียงใด ซึ่งนอกจาก กทม.จะต้องตรวจสอบโดยละเอียดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด หลังจากเหตุการณ์เพลิงไหม้อาคารฟิโก้เพลส กทม.ควรถือเป็นจุดเริ่มต้นในการตรวจสอบอาคารสูงอย่างจริงจัง ไม่เพียงเฉพาะประเด็นที่ว่ากระทำผิดกฎหมายหรือไม่เท่านั้น หากต้องลงลึกในความเป็นจริงของมาตรฐานการบรรเทาสาธารณภัย เพื่อเป็นหลักประกันให้ได้ว่าหากเกิดเหตุเภทภัยขึ้นแล้ว จะต้องไม่เกิดโศกนาฏกรรมตามมา หรือไม่ให้เกิดความเสียหายขึ้น หรือเสียหายน้อยที่สุด (บทบรรณาธิการ–คม ชัด ลึก)

 

การตรวจสอบโครงสร้างตอม่อโฮปเวลล์

 

สาระสำคัญ

นาย สุวัฒน์ เชาว์ปรีชา นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) กล่าว กรณีคานโครงการระบบการขนส่งทางรถไฟและถนนยกระดับในกรุงเทพฯ (โครงการโฮปเวลล์) ถล่มว่า วสท. ได้ส่งทีมวิศวกรลงพื้นที่ตรวจสอบหาสาเหตุเบื้องต้น พบโครงสร้างที่ถล่มก่อสร้างไม่สมบูรณ์ ต้องใช้นั่งร้านเหล็กรับน้ำหนัก รวมทั้ง โครงสร้างดังกล่าวถูกปล่อยทิ้งไว้หลายปี เหล็กนั่งร้านจึงหักพัง สูญหาย และได้รับแรงสั่นสะเทือนจากขบวนรถไฟที่แล่นผ่าน เป็นสาเหตุทำให้คานถล่ม ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้และไม่เกี่ยวกับ มาตรฐานการก่อสร้าง อย่างไรก็ ตาม คณะทำงาน วสท. เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบสาเหตุคานถล่มในวันที่ 5 มีนาคมนี้ และหารือถึงแนวทางการรื้อถอนว่าดำเนินการอย่างไร เพราะขั้นตอนรื้อถอนต้องดำเนินการตามหลักวิศวกรรม เพื่อไม่ให้ถล่มซ้ำอีก และส่งผลให้คนงานได้รับอันตราย ขณะเดียวกัน วสท. จะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาวิธีนำซากเหล่านี้ออกจากพื้นที่ โดยการตรวจสอบใช้เวลา 1 สัปดาห์ ส่วนการรื้อย้ายจะแล้วเสร็จ ภายใน 1 เดือน (กรุงเทพธุรกิจ, ไทยรัฐ, มติชน, เดลินิวส์, ข่าวสด)

นาย มั่น ศรีเรือนทอง กรรมการวิชาการ วสท. กล่าวว่า โครงสร้างส่วนที่พังลงมาเป็นส่วนที่เรียกว่า ‘ ท้องของสะพาน ’ ซึ่งตามแบบจะต้องสร้างเป็นกล่องมีด้านข้างที่จะเข้ามาช่วยยึดน้ำหนัก แต่ส่วนนี้ ยังก่อสร้างไม่เสร็จใช้โครงเหล็กในการรับน้ำหนักเป็นระยะเวลานาน และใกล้กับทางรถไฟยังได้รับแรงสั่นสะเทือน จากขบวนรถไฟที่วิ่งผ่าน ทำให้ความแข็งแรงยิ่งน้อยลง ซึ่งจะแตกต่างจากจุดถัดไปที่มีการก่อสร้างเป็นโครงสร้างสมบูรณ์เป็นรูปกล่อง ส่วนนั้นจะไม่มีปัญหาเพราะสร้างเสร็จและมีความแข็งแรงเพียงพอ ส่วนขั้นตอนและระยะเวลา ในการรื้อถอนขึ้นอยู่กับวิธีการ หากขั้นตอนปกติจะใช้เวลาไม่เกิน 1 เดือน หรือให้เร็วขึ้นต้องเพิ่มแรงงาน ทำแบบทั้งวันทั้งคืน ขึ้นอยู่กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) จะพิจารณา ซึ่งเบื้องต้นพบจุดที่มีโครงเหล็กนั่งร้านมีเพียงจุดนี้จุดเดียว ส่วนจุดถัดไปก่อสร้างแล้วเสร็จไม่มีปัญหา (กรุงเทพธุรกิจ, ไทยรัฐ, ข่าวสด)

 


นาย ศิลปชัย จารุเกษมรัตนะ รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงคมนาคม(คค.) กล่าวว่า วสท. คค. กทม. และ ร.ฟ.ท. เตรียมเข้า ตรวจสอบสาเหตุคานถล่มพร้อมกันในวันที่ 5 มีนาคม เวลา 09.00 น. โดยเริ่มต้นตรวจในจุดที่เกิดเหตุก่อน เบื้องต้น หาก วสท.พิจารณาแล้วเห็นว่าจุดใดมีความเสี่ยงที่อาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาอีกจะล้อมบริเวณนั้น พร้อมติดป้ายเตือนไม่ให้ประชาชนเข้าไปในพื้นที่ จากนั้นจะทยอยรื้อย้ายออกไป คาดจะใช้เวลาตรวจสอบประมาณ 1 สัปดาห์ (มติชน, คม ชัด ลึก)

นาย ยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท. กล่าวถึงแนวทางจัดการโครงสร้างตอม่อโครงการ โฮปเวลล์ว่า ร.ฟ.ท.จะนำโครงสร้างตอม่อส่วนหนึ่งมาใช้ในโครงการก่อสร้างรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต ระยะทาง 26 กิโลเมตร โดยที่ผ่านมานักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย ( AIT ) ได้สำรวจโครงสร้างต่างๆ และตรวจสอบตอม่อในโครงการ จำนวน 1,540 ต้น จากบริเวณสถานีบางซื่อ–สถานีรถไฟดอนเมือง ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ผลการตรวจสอบจาก 2 สถาบันพบโครงสร้างต่างๆ และตอม่อมีความแข็งแรง สามารถใช้งานได้โดยไม่จำเป็นต้องทุบทิ้ง แต่อาจมีบางส่วนที่ต้องซ่อมแซมก่อน นำไปใช้งาน โดยส่วนที่เกิดสนิม หรือมีน้ำซึมผ่านเข้าไป จำเป็นต้องรื้อทิ้ง แต่ปัจจุบันกระบวนการฟ้องร้องทางกฎหมายกับบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ยังไม่ได้ข้อสรุป จึงยังไม่สามารถสรุปรายละเอียดการชดใช้ค่าเสียหายต่างๆ ได้ ส่งผลให้ ร.ฟ.ท. ไม่สามารถรื้อทิ้งโครงสร้างที่ชำรุดเสียหายได้ อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ ร.ฟ.ท. จะตรวจสอบ ความแข็งแรงของโครงสร้างตอม่ออีกครั้ง ซึ่งจะดำเนินการร่วมกับ วสท. โดยจะเน้นการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างเดิม ให้มากที่สุด หากผลการตรวจสอบพบโครงสร้างตอม่อไม่แข็งแรงและอาจเกิดอันตราย ร.ฟ.ท.จะรื้อทิ้งอย่างแน่นอน(กรุงเทพธุรกิจ, มติชน)

นาย ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รผว.กทม. กล่าวว่า จุดที่เกิดการถล่มเป็นจุดที่การก่อสร้าง ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ โดยในระยะประมาณ 200 เมตร มีชานชาลาที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว และโครงสร้างต่างๆ อยู่บนคานคอนกรีต จึงไม่มีปัญหา และ จากการตรวจสอบไม่น่าจะมีจุดอื่นที่ก่อสร้างชานชาลาไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่เพื่อความรอบคอบ ผว.กทม.ได้สั่งการให้ประสานกับ ร.ฟ.ท. ช่วยดำเนินการตรวจสอบความแข็งแรงของตอม่อโครงการโฮปเวลล์ทั้งหมด(กรุงเทพธุรกิจ, มติชน, คม ชัด ลึก, แนวหน้า)

 


ปัญหาอุปสรรค/ผลกระทบ

นาย สุวัฒน์ เชาว์ปรีชา นายก วสท. ระบุ คานรับน้ำหนักที่ถล่มลงมานั้น ใต้คานด้านล่าง ใช้เหล็กนั่งร้านเป็นวัสดุรับน้ำหนัก ซึ่งตามหลักการก่อสร้างจะใช้วิธีนี้รับน้ำหนักชั่วคราวเท่านั้น เมื่อก่อสร้างเสร็จต้องรื้อเหล็กนั่งร้านออก การใช้นั่งร้านรับน้ำหนักถึง 20 ปี เป็นการใช้ผิดวัตถุประสงค์ แต่เป็นเพราะการก่อสร้างหยุดชะงัก ปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ยอมสร้างต่อให้เสร็จ ส่วนโครงสร้างที่เหลือเป็นโครงสร้างที่สมบูรณ์ ไม่น่าเกิดปัญหาถล่มขึ้นอีก (กรุงเทพธุรกิจ, ไทยรัฐ, มติชน, เดลินิวส์, ข่าวสด)

นาย ศิลปชัย จารุเกษมรัตนะ รักษาราชการแทนปลัดคค. กล่าวว่า ที่ผ่านมา ร.ฟ.ท. เคยมีแนวคิดรื้อย้ายโครงสร้างโฮปเวลล์ที่มีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุแล้ว แต่ยังมีปัญหาการฟ้องร้องกับโฮปเวลล์จึงยังไม่สามารถดำเนินการได้ อย่างไรก็ตาม เหตุที่เกิดขึ้นไม่ใช่ว่าโครงสร้างไม่แข็งแรงแต่เพราะผ่านมานานกว่า 20 ปี มีคนไปถอดนอต และเหล็กนั่งร้านที่ใช้รองรับน้ำหนักคานของชานชาลาสถานีออกจึงทำให้ถล่มลงมา (มติชน, คม ชัด ลึก)

นาย ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รผว.กทม. กล่าวว่า สาเหตุการถล่มของชานชาลาเกิดจาก การสูญเสียกำลังของตัวนั่งร้านที่รองรับตัวคอนกรีต โดยการสูญเสียกำลังของตัวนั่งร้านเกิดจาก 2 สาเหตุสำคัญ (1) ความเสื่อมของตัวโครงสร้างวัสดุตัวนั่งร้าน (2) การลักขโมยตัวนอตที่ล็อกตัวโครงสร้างเหล็กของตัวนั่งร้าน ทำให้ความแข็งแรงช่วงรอยต่อของโครงสร้างขาดหายไป(กรุงเทพธุรกิจ, มติชน, คม ชัด ลึก, แนวหน้า)

รศ. ดร. ต่อตระกูล ยมนาค อดีตนายก วสท. กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ คาดปัญหาอาจจะมาจากคุณภาพของการก่อสร้างฐานคานชานชาลา ในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีลักษณะไม่เสร็จสมบูรณ์ แล้วถูกปล่อยทิ้งไว้จนเกิดการทรุดตัว ปัญหาที่เกิดขึ้น จึงไม่น่าจะเกี่ยวกับความแข็งแรงของตัวเสาโครงการ เพราะฐานตอม่อมีระบบการก่อสร้างที่มั่นคง (แนวหน้า)

นาย อมร พิมานมาศ ประธานคณะอนุกรรมการวิศวกรรมโครงสร้างและสะพานวสท. กล่าวว่า สะพานและทางด่วนหลายแห่งควรมีการปรับปรุงแก้ไข เนื่องจากมีระยะการวางคานที่หมิ่นเกินไป หากเกิดแผ่นดินไหวอาจทำให้คานเคลื่อนตัวและหล่นลงมาจากหัวเสาตอม่อได้ ซึ่งสามารถแก้ไขเบื้องต้นได้ ด้วยการยึดเสากับตอม่อด้วยโซ่ หรือบาร์เหล็ก ใช้งบประมาณไม่มาก แต่ทำให้มีความปลอดภัยเพิ่มขึ้น (โพสต์ทูเดย์)

 

ข้อเสนอแนะ

นาย สุวัฒน์ เชาว์ปรีชา นายก วสท. กล่าวว่า วสท. เห็นว่า ร.ฟ.ท. ควรตรวจสอบโครงสร้าง ตอม่อที่จะนำไปใช้ในโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ–รังสิต อย่างละเอียด และเปรียบเทียบ ความคุ้มค่าการปรับปรุงโครงสร้างเดิมให้แข็งแรงและก่อสร้างใหม่ เพราะมีปัจจัยเรื่องเวลาก่อสร้างและค่าใช้จ่ายมาเกี่ยวข้อง ส่วนโครงสร้างที่ไม่มีแผนใช้งานควรรื้อทิ้งไม่ควรปล่อยไว้ เพราะไม่เกิดประโยชน์ ทั้งนี้ อายุการใช้งานโครงสร้างของสิ่งปลูกสร้างสาธารณะ จะมีอายุการใช้งาน 50–100 ปี การใช้โครงสร้างตอม่อเดิม จึงต้องพิจารณาอายุการใช้งานที่เหลือด้วย ขณะที่โครงสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดงที่สร้างใหม่มีอายุการใช้งาน ไม่ต่ำกว่า 50 ปี จึงต้องศึกษาความคุ้มค่าอย่างละเอียด นอกจากนี้ แม้โครงการโฮปเวลล์ยังไม่มีปัญหาว่าจะพังถล่มลงมา แต่ในหลักการพื้นที่บริเวณที่มีการก่อสร้างต้องมีแนวรั้วปิดกั้น ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่สาธารณะ จึงควรทำป้ายเตือนประชาชนที่ใช้เส้นทางจุดดังกล่าว(กรุงเทพธุรกิจ, ไทยรัฐ, มติชน, เดลินิวส์, ข่าวสด)

นาย ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รผว.กทม. กล่าวว่า เสาตอม่อบางส่วนที่นำไปใช้ในโครงการแอร์พอร์ตลิงก์แล้ว โดยหลักวิศวกรรม หากโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กและตัวเหล็กไม่ถูกตากแดดตากลม ตัวโครงสร้างต่างๆ สามารถนำมาใช้งานได้ แต่ควรต้องทดสอบโครงสร้างที่จะมาสอดรับกับตัวโครงสร้างใหม่ จะรับกันได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งหากไม่แข็งแรงเพียงพอก็จำเป็นต้องเพิ่มตัวรองรับน้ำหนักเพิ่มเข้าไปอีก(กรุงเทพธุรกิจ, มติชน, คม ชัด ลึก, แนวหน้า)

นาย สุวัฒน์ เชาว์ปรีชา นายก วสท. ระบุ ประชาชนที่ใช้เส้นทางสัญจรบริเวณเกิดเหตุ ขออย่าได้วิตก เนื่องจากจุดที่ถล่มลงมาเป็นจุดที่ก่อสร้างชานชาลาไม่แล้วเสร็จและมีเพียงจุดเดียวเท่านั้นที่มี การใช้นั่งร้านค้ำยัน ส่วนชานชาลาที่ห่างออกไป 500 เมตร สร้างเสร็จแล้วเป็นรูปกล่องมีความมั่นคงแข็งแรง (กรุงเทพธุรกิจ, ไทยรัฐ, มติชน, เดลินิวส์, ข่าวสด)

นาย มั่น ศรีเรือนทอง กรรมการวิชาการ วสท. กล่าวว่า โครงสร้างที่ปล่อยทิ้งร้าง ตามอาคารร้างต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ต้องมีการตรวจสอบความแข็งแรง โดยเจ้าของสิ่งปลูกสร้าง หรือรัฐบาลต้องดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อป้องกันผลกระทบ หรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ (กรุงเทพธุรกิจ, ไทยรัฐ, ข่าวสด)

รศ. ดร. ต่อตระกูล ยมนาค อดีตนายก วสท. ระบุ การจะนำตอม่อไปใช้ประโยชน์ในอนาคต ได้หรือไม่อย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่หน่วยงานเกี่ยวข้องจะนำไปพิจารณาความเหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากปัจจุบันถนนวิภาวดีรังสิตมีความเปลี่ยนแปลงไปมาก และสะพานข้ามหลายแห่งมีความสูงใกล้เคียง กับโครงการโฮปเวลล์ (แนวหน้า)


นาย อมร พิมานมาศ ประธานคณะอนุกรรมการวิศวกรรมโครงสร้างและสะพานวสท. กล่าวว่า หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรเร่งตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของสะพานและทางด่วนทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ ที่อาจมีความเสี่ยงในการทรุดตัว หรือถล่มลงมา เช่นเดียวกับโครงการโฮปเวลล์ นอกจากนี้ ควรตรวจสอบอาคารเก่า ที่ถูกทิ้งร้างเป็นเวลานาน เนื่องจากโครงสร้างคอนกรีตและเหล็กอาจมีการเสื่อมสภาพเพราะขาดการดูแลรักษา หากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงได้รับอันตราย ขณะเดียวกัน ในอนาคตควรมีการตั้งหน่วยงาน เฉพาะในการควบคุมและตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอาคาร สะพาน และทางด่วน เพื่อรับมือกับภัยพิบัติจากแผ่นดินไหว หรือพายุลมแรง (โพสต์ทูเดย์)

ควรมีการตรวจสอบคานและเสาตอม่อของโครงการโฮปเวลล์ทั้งหมด เพื่อป้องกันเหตุพังถล่ม จนเกิดความเสียหายต่อชีวิตผู้คนและทรัพย์สินอื่นๆ เพราะทิ้งร้างไว้กว่าสิบปี (บ.ก.ตอบจดหมาย–ข่าวสด)

 

..........พวงเพ็ญ..............(วิเคราะห์สถานการณ์ข่าว)

แหล่งที่มาข้อมูล : http://www.prbangkok.com/วิเคราะห์ข่าว/22630-เหตุเพลิงไหม้อาคารฟิโก้เพลสและการตรวจสอบโครงสร้างตอม่อ-โฮปเวลล์
 

จำนวนคนอ่าน 9063 คน

คุณเห็นด้วยหรือไม่

Login

จำนวนคนโหวต 0 คน

เห็นด้วย 0 คน

0.00%

ไม่เห็นด้วย 0 คน

0.00%

 แสดงความคิดเห็น

** กรุณาเข้าสู่ระบบก่อน จึงจะสามารถแสดงความคิดเห็นได้ LoginRegister