ข่าวสารกรุงเทพฯ
กองประชาสัมพันธ์ ได้วิเคราะห์สถานการณ์ข่าวจากหนังสือพิมพ์และสื่อออนไลน์ ประจำวันที่ 30 พฤษภาคม 2555 ปรากฏว่าการนำเสนอข่าวและการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชนและประชาชน ให้ความสำคัญกับ สถานการณ์การเกิดเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ โดยสรุปสาระสำคัญ ปัญหาอุปสรรค/ผลกระทบ และข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวได้ ดังนี้ สาระสำคัญ ศ. นพ. วิษณุ ธรรมลิขิตกุล อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ในฐานะประธานคณะกรรมการวิจัยและพัฒนาระบบการควบคุมและป้องกันการดื้อยาต้านจุลชีพ สถาบันวิจัยระบบ สาธารณสุข (สวรส.) กล่าวหลังการประชุม ‘ เชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ : ภาวะวิกฤตต่อสุขภาพคนไทย ’ ว่า ช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา พบเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะมากขึ้นและดื้อต่อยาหลายขนาน โดยพบคนไทยมีอาการติดเชื้อดื้อยากลุ่มนี้ถึง 100,000 คน อยู่โรงพยาบาลนานขึ้น และเสียชีวิตมากกว่า 30,000 ราย ซึ่งทั้งหมดล้วนมาจากการใช้ยาเกินความจำเป็น อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่ผ่านมาพบเชื้อดื้อยาที่พบบ่อยในคนไทยคือ เชื้ออะซินีโต แบคเตอร์ บอมานีไอ หรือเอ บอม (Acinetobacter baumannii) เป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด โลหิตเป็นพิษ ปอดอักเสบ เดิมใช้ยาปฏิชีวนะกลุ่มคาร์บาพีแนมส์ (Carbapenems) ซึ่งเป็นกลุ่มยาด่านสุดท้ายที่ใช้ฆ่าเชื้อดื้อยา แต่ 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2543–2554 พบเชื้อกลุ่มนี้ดื้อต่อยาปฏิชีวนะกลุ่มคาร์บาพีแนมส์ร้อยละ 80 หากไม่ดำเนินการใดๆ จะยิ่งเป็นปัญหาสุดท้ายอาจไม่มียาใช้อีก ทั้งนี้ จะเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อให้มีการพิจารณาเพิ่มเงินจากเหมาจ่ายรายหัวให้กับโรงพยาบาลที่มีการดำเนินการควบคุมการใช้ยาตัวนี้ รวมทั้ง มีมาตรการควบคุมการติดเชื้อที่ดี นอกจากนี้ จะมีการหารือกับสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) เพื่อเพิ่มเกณฑ์คุณภาพสถานพยาบาล (ค่า HA) ในการควบคุมการใช้ยาปฏิชีวนะด้วย คาดทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในปี 2555 (มติชน, เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน, ไทยรัฐ, ข่าวสด, กรุงเทพธุรกิจ) นพ. ชาญวิทย์ ตรีพุทธรัตน์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากงานวิจัยของนักศึกษาระดับปริญญาโท ที่เก็บตัวอย่างเนื้อไก่สดที่บรรจุขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตมาตรวจ จำนวน 200 ตัวอย่างที่ผ่านมา เพื่อตรวจหาเชื้อดื้อยา 2 ชนิด คือ เชื้อ Escherichia coli (E. Coli) และ Salmonella enterica ซึ่งเชื้อทั้ง 2 ชนิดเป็นเชื้อประจำถิ่นที่นำไปสู่ภาวการณ์ดื้อยาโดยใช้เกณฑ์มาตรฐาน พบเชื้อไม่เกิน 500 ตัว/เนื้อไก่ 25 กรัม ผลการตรวจพบ ตัวอย่างเนื้อไก่ที่เกินเกณฑ์มาตรฐานกว่าร้อยละ 56.7 โดยมีระดับการเกินตั้งแต่ 10–1,000 เท่า และในจำนวนนี้ พบเชื้อดื้อยาร้อยละ 40 แยกเป็นการตรวจพบเชื้อ E.Coli ร้อยละ 53 ของไก่ตัวอย่างและพบเชื้อ Salmonella enterica ร้อยละ 18.7(เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน, ไทยรัฐ, ข่าวสด, กรุงเทพธุรกิจ) ปัญหาอุปสรรค/ผลกระทบ นพ. วิษณุ ธรรมลิขิตกุล ประธานคณะกรรมการวิจัยและพัฒนาระบบการควบคุมและป้องกัน การดื้อยาต้านจุลชีพ ระบุ คนที่เสี่ยงต่อการเกิดเชื้อโรคดื้อยาส่วนใหญ่คือ ผู้ที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำ การสัมผัส กับสิ่งแวดล้อมที่มีเชื้อโรคปะปนอยู่ ผู้ที่มีสายในร่างกาย เช่น เครื่องช่วยหายใจ สายสวนหลอดเลือดดำ ส่วนใน กลุ่มคนทั่วไป หากไม่เคยรับประทานยาปฏิชีวนะมาก่อน เมื่อเกิดการติดเชื้อจะมีอาการไม่รุนแรงและรักษาได้ง่าย แต่หากเคยรับประทานยาปฏิชีวนะมาแล้ว เมื่อได้รับเชื้อโรคส่วนมากจะเกิดการดื้อยา รักษาได้ยาก ต้องให้ยาที่แรงขึ้น ราคาสูงขึ้น และเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงมากขึ้น (มติชน, เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน, ไทยรัฐ, ข่าวสด, กรุงเทพธุรกิจ) นพ. พงษ์พิสุทธิ์ จงอุดมสุข ผอ.สวรส. กล่าวว่า ยาที่ประชาชนเข้าใจว่าเป็นยาแก้อักเสบแท้จริงแล้วคือ ยาปฏิชีวนะ เมื่อเป็นไข้หวัดผู้ป่วยร้อยละ 80 มักขอยาปฏิชีวนะที่เป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ทั้งที่ไข้หวัดเกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นการใช้ยาไม่เหมาะสม และเมื่อรับประทานยานี้บ่อยๆ ทำให้ยาใช้ไม่ได้ผล ดังนั้น จะมีโครงการรณรงค์การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสม เพราะหากปล่อยให้ปัญหาการดื้อยาเกิดขึ้นเช่นนี้ เกรงว่าในอนาคตคนอาจติดเชื้อที่ไม่มียารักษาได้ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น และขณะนี้เริ่มมีตัวอย่างผู้ป่วยบางรายที่เกิดปัญหานี้แล้ว (กรุงเทพธุรกิจ) นพ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานคณะกรรมการกำกับทิศทางการวิจัยและพัฒนาระบบยา สวรส. กล่าวว่า ยาปฏิชีวนะขณะนี้มีราคาสูงกว่าทองคำ เพราะทองคำราคาประมาณ 20,000 บาท แต่ยาปฏิชีวนะ บางชนิดเพียง 15 กรัม ราคา 30,000 บาท ซึ่งต่อไปเชื่อว่าจะมียาปฏิชีวนะที่ราคาสูงว่าทองคำมากขึ้นและ ในอนาคตอาจมียาที่ราคาสูงกว่าเพชรด้วย เหล่านี้ล้วนมาจากปัญหาการดื้อยา(กรุงเทพธุรกิจ) นพ. ชาญวิทย์ ตรีพุทธรัตน์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากการตรวจพบเชื้อ E. Coli ในตัวอย่างไก่เนื้อสด สะท้อนให้เห็นว่า ชุมชนยังมีความเสี่ยง เนื่องจากการควบคุมมาตรฐานสินค้ามีความผิดพลาด อีกทั้งยังอาจกระทบต่อการส่งออกเนื้อไก่ในอนาคตได้ นอกจากนี้ สาเหตุที่เก็บตัวอย่างเนื้อไก่ในซูเปอร์มาร์เก็ต เพราะคิดว่าเป็นเนื้อไก่ที่ผ่านการทำความสะอาดมาเป็นอย่างดีแล้ว มีความสะอาดมากที่สุด ส่วน ไก่ที่จำหน่ายในตลาดสด หากเก็บตัวอย่างมาตรวจอาจพบมากกว่านี้(เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน, ไทยรัฐ, ข่าวสด, กรุงเทพธุรกิจ) สวรส. ระบุ การนำยาปฏิชีวนะสำหรับมนุษย์ไปใช้ในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ประมง และกสิกรรม อย่างกว้างขวางเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาในสัตว์ที่อาจแพร่สู่คน ในกรณีที่รับประทานเนื้อสัตว์ ที่เป็นโรคติดเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ ส่งผลให้เกิดโรคหลายชนิด เช่น รูขุมขนอักเสบ ฝีหนองบริเวณผิวหนัง การติดเชื้อ หลังการผ่าตัด กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ สมองอักเสบและปอดบวมได้ ( www.tnnthailand.com ) ข้อเสนอแนะ นพ. วิษณุ ธรรมลิขิตกุล ประธานคณะกรรมการวิจัยและพัฒนาระบบการควบคุมและป้องกันการดื้อยาต้านจุลชีพ กล่าวว่า หากประชาชนสงสัยว่าตนเองติดเชื้อควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง ซึ่งแพทย์จะบอกได้ว่าควรรับประทานยาปฏิชีวนะหรือไม่ เช่น กรณีที่เป็นไข้หวัดส่วนใหญ่จะหายได้เองไม่ต้องรับประทานยาดังกล่าวก็ได้ เช่นเดียวกับโรคอุจจาระร่วง ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย หากร่างกายแข็งแรงจะหายได้เองเช่นกัน ยกเว้นในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคมะเร็ง โรคตับแข็ง แพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยว่าต้องใช้ยาปฏิชีวนะกลุ่มใด ส่วนกรณีที่พบมีการปนเปื้อนเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะในสัตว์ที่เป็นอาหารคน เช่น ไก่ จึงต้องการให้จำกัดการใช้สาร หรือยาปฏิชีวนะในสัตว์ด้วย (มติชน, เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน, ไทยรัฐ, ข่าวสด, กรุงเทพธุรกิจ) นพ. พงษ์พิสุทธิ์ จงอุดมสุข ผอ.สวรส. กล่าวว่า ควรมีการควบคุมการขายยาปฏิชีวนะ ในร้านขายยา เพื่อไม่ให้เกิดการใช้ยาที่พร่ำเพรื่อ ซึ่งในร้านขายยาที่มีเภสัชกรประจำไม่น่าจะเป็นปัญหา อาจจะ ไม่ต้องควบคุม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการเข้าถึงยา แต่ในร้านขายยาที่ไม่มีเภสัชกรอยู่ประจำตลอดเวลาอาจจะต้องพิจารณา ควรให้ขายยาดังกล่าวต่อไปหรือไม่ (กรุงเทพธุรกิจ) นพ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานคณะกรรมการกำกับทิศทางการวิจัยและพัฒนา ระบบยา สวรส. กล่าวว่า สิ่งที่ต้องดำเนินการจากนี้ คือ (1) สถานพยาบาลทุกแห่งต้องมีมาตรการควบคุมและป้องกัน การติดเชื้อในโรงพยาบาลอย่างเคร่งครัด (2) สถานพยาบาลเข้มงวดในการตรวจสอบและอนุมัติการใช้ยาปฏิชีวนะ (3) บุคลากรสาธารณสุขให้บริการผู้ป่วยตามแนวทางการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล (4) การสร้างความเข้าใจ ที่ถูกต้อง (5) จำกัดการจ่ายยาปฏิชีวนะที่ร้านยา และ (6) งดใช้ยาปฏิชีวนะแก่สัตว์ เพื่อเร่งการเจริญเติบโต (กรุงเทพธุรกิจ) นพ. ชาญวิทย์ ตรีพุทธรัตน์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวอีกว่า แนวทางการแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยาในเนื้อสัตว์ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องควบคุมและแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการตรวจมาตรฐานอาหารที่ใช้ในชุมชนและการใช้ยาต้านจุลชีพในการเลี้ยงสัตว์ ที่ไม่ควรมีสารตกค้าง (เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน, ไทยรัฐ, ข่าวสด, กรุงเทพธุรกิจ) สวรส. ระบุ การควบคุมและป้องกันการดื้อยาปฏิชีวนะต้องอาศัยมาตรการหลายอย่าง ที่สำคัญสถานพยาบาลทุกแห่งต้องมีมาตรการควบคุมและป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาลอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการป้องกันการติดเชื้อสำหรับผู้ป่วยที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ในร่างกาย ต้องเข้มงวดในการตรวจสอบและอนุมัติการใช้ยาปฏิชีวนะ รวมทั้ง จำกัดการจ่ายยาปฏิชีวนะตามร้ายขายยาและงดใช้ยาปฏิชีวนะแก่สัตว์ เพื่อเร่งการเจริญเติบโต ขณะเดียวกัน ควรทำความเข้าใจกับประชาชนในสังคมให้ถูกต้อง เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงเรื่องเชื้อดื้อยาและงดใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสม ส่วน ข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่ดื้อยาปฏิชีวนะ ควรใช้ยาให้ถูกต้องตามแพทย์สั่ง จะทำให้ช่วยลดอัตราการเสี่ยงต่อการดื้อยามากขึ้น และ หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะ รวมทั้งดูแลสุขภาพให้แข็งแรง จะทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ดีและห่างไกลจากโรคดื้อยาปฏิชีวนะได้ ( www.tnnthailand.com )
|
<< ย้อนกลับ |
<< ย้อนกลับ |

.jpg)



จำนวนคนอ่าน 7709 คน
คุณเห็นด้วยหรือไม่
จำนวนคนโหวต 0 คน
เห็นด้วย 0 คน
ไม่เห็นด้วย 0 คน
แสดงความคิดเห็น
** กรุณาเข้าสู่ระบบก่อน จึงจะสามารถแสดงความคิดเห็นได้
