ข่าวสารกรุงเทพฯ


                         กองประชาสัมพันธ์ ได้วิเคราะห์สถานการณ์ข่าว บทความ บทวิจารณ์ และคอลัมน์ต่าง ๆ จากหนังสือพิมพ์รายวัน ประจำวันที่ 7 กรกฎาคม 2554 ปรากฏว่าการนำเสนอข่าวและการแสดงความคิดเห็น ของสื่อมวลชนและคอลัมนิสต์ให้ความสำคัญกับ การเตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำ โดยสรุปสาระสำคัญ ปัญหาอุปสรรค/ผลกระทบ และข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวได้ ดังนี้

 

สาระสำคัญ

                         • นายเกรียงศักดิ์ กอวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวในการประชุมสัมมนาระบาดวิทยาแห่งชาติ ครั้งที่ 2 ว่า ภัยพิบัติธรรมชาติเป็นเรื่องไม่ควรประมาทในประเทศไทย โดยเฉพาะอุทกภัย หรือน้ำท่วม ซึ่งช่วงนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่จากการคาดการณ์ในปีนี้จะมีฝนตกชุกมากกว่า ปีที่ผ่านมา สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากปรากฏการณ์ลานีญาในมหาสมุทรแปซิฟิกที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นปี ส่วนผลกระทบจากปรากฏการณ์ดังกล่าวอยู่ในช่วงการติดตาม ดังนั้น ในปีนี้จึงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อุทกภัย หรือปัญหาน้ำท่วมเป็นพิเศษ (โลกวันนี้, ข่าวสด, โพสต์ทูเดย์, ไทยรัฐ, มติชน, ไทยโพสต์, เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน)

                         • นายสัญญา ชีนิมิตร ผอ.สำนักการระบายน้ำ (สนน.) กล่าวว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผว.กทม. ได้มอบนโยบายชัดเจนให้ สนน. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเตรียมพร้อมและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากมีปริมาณน้ำฝนตกในพื้นที่เกินกว่า 60 มิลลิเมตร (มม.) จำนวนมาก ต้องรอการระบาย แต่จะพยายามให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนน้อยที่สุด ซึ่ง ปัจจุบันหากฝนตกเกิน 60 มม. ไม่มาก กทม. จะใช้เวลาในการระบายน้ำประมาณ 30 นาที – 1 ชั่วโมง (โลกวันนี้, โพสต์ทูเดย์, เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน)

                         • ดร.รอยล จิตรดอน ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กล่าวว่า จากการ สัมมนาเรื่อง ‘ภัยพิบัติไทย ภัยพิบัติโลก: ความ (ไม่) พร้อมของประเทศไทย เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีหลายมูลเหตุที่บ่งชี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ในโลก ทั้งในแง่ของสภาพแวดล้อมและภัยพิบัติ

ข้อสังเกตที่เห็นได้ชัด คือ ในช่วงต้นปี 2553 สภาพอากาศมีความแห้งแล้งมาก แต่เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2553 ปรากฏการณ์เอลนินโญได้เปลี่ยนเป็นปรากฏการณ์ลานีญา ทำให้ฝนตกมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเดือนพฤศจิกายน 2553 เกิดปัญหาน้ำท่วมที่ภาคใต้ของประเทศไทย หลังจากนั้นประเทศไทยก็มีปริมาณน้ำน้อยลง แต่ในเดือนมิถุนายน 2554 เกิดร่องมรสุมติดกัน 2 ครั้งบริเวณอันดามัน ตามมาด้วยหย่อมความกดอากาศต่ำเหนืออินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้น (กรุงเทพธุรกิจ)

 

ปัญหาอุปสรรค/ผลกระทบ

                         • นายเกรียงศักดิ์ กอวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญพิเศษศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ระบุ พื้นที่กรุงเทพฯ และภาคกลาง ตั้งแต่ใต้จังหวัดนครสวรรค์ลงมา เช่น สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และ
จันทบุรี เป็นอีกพื้นที่ที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในช่วงเดือนสิงหาคม - ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนตกชุก เป็นพิเศษ เนื่องจากพื้นที่เหล่านี้จะได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างแน่นอน ซึ่งตนได้ทำหนังสือแจ้งปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อขอให้ทำหนังสือแจ้งไปยัง ผว.กทม.ให้เตรียม ความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นในช่วง 3 เดือนดังกล่าวแล้ว (โลกวันนี้, ข่าวสด, โพสต์ทูเดย์, ไทยรัฐ, มติชน, ไทยโพสต์, เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน)

                         • ดร.รอยล จิตรดอน ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กล่าวว่า แม้ปัจจุบันประเทศไทยมีแนวโน้มปริมาณฝนเพิ่มขึ้น โดยมีปริมาณน้ำฝนสะสมในปี 2553 อยู่ที่ 1,436 มม. ขณะที่ในปี 2552 อยู่ที่ระดับ 1,400 มม. แต่ยังมีปัญหาเรื่องการจัดการน้ำทั้งระบบ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสภาพภูมิอากาศแปรปรวน ฤดูกาลเปลี่ยนแปลง ฝนเปลี่ยนมาตกบริเวณใต้เขื่อนมากขึ้น บางเขื่อนจึงเก็บกักน้ำไม่ได้อย่างเดิม จึงทำให้แม้จะมีเขื่อนมากมาย แต่ไม่ช่วยเรื่องการจัดการน้ำได้ อีกส่วนหนึ่งเกิดจากการบริหารจัดการที่แยกส่วน มองปัญหาภัยแล้งและปัญหาน้ำท่วมออกจากกัน สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ประเทศไทยมีพื้นที่น้ำท่วม มากขึ้น จากปี 2549 ที่มีพื้นที่น้ำท่วม 6.5 ล้านไร่ เป็น 10 ล้านไร่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังพบว่า ในพื้นที่เมือง เช่น กรุงเทพฯ ยังมีปริมาณฝนตกมากขึ้นในช่วงปี หรือสองปีที่ผ่านมา เพราะมีปัจจัยที่เอื้อให้เกิดกลุ่มเมฆ ทั้งเรื่องความร้อนของเมืองและปริมาณฝุ่นที่ไปกระตุ้นทำให้เกิดความเหมาะสมของเมฆจนเกิดฝนตก (กรุงเทพธุรกิจ)

                         • ศ. ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ผอ.ศูนย์ศึกษาพิบัติภัย คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้คาดเดาธรรมชาติได้ยากขึ้นกว่าในอดีต ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดของปรากฏการณ์เอลนินโญ่ และปรากฏการณ์ลานีญ่า จากสถิติย้อนหลังพบว่า ที่ผ่านมาปรากฏการณ์เอลนินโญ่วงรอบลดลงจาก 3 - 4 ปี/ครั้ง เหลือ 1.6 ปี/ครั้ง ขณะที่ปรากฏการณ์ลานีญ่าลดจาก 4 - 6 ปี /ครั้ง เป็น 2.6 ปี/ครั้ง ซึ่งอาจทำให้ในอนาคตประเทศไทยอาจประสบกับปัญหาน้ำท่วม หรือน้ำแล้งบ่อยครั้งขึ้น (กรุงเทพธุรกิจ)

                         • ดร.ทวิดา กมลเวชช คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะนักวิชาการด้านการจัดการภัยพิบัติ ระบุต้องยอมรับ นโยบายบูรณาการของประเทศไทยมีปัญหา เนื่องจากทุกหน่วยงานมีแผนงานในเรื่องเดียวกัน แต่ไม่มีระเบียบการทำงานที่ทำให้เกิดความเข้าใจตรงกัน จึงทำให้นโยบายองค์รวมใช้ไม่ได้ผลจริง (กรุงเทพธุรกิจ)

                         • พลเรือตรี ถาวร เจริญดี ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ศูนย์เตือนภัยแห่งชาติ กล่าวว่า ปัญหาสำคัญเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น คือ การประสานงานที่ไม่มีเอกภาพ แม้จะมีเครื่องมือทันสมัยและข้อมูลที่เพียงพอ แต่นำไปใช้แบบไม่มีทิศทางที่ชัดเจน อีกทั้งยังขาดแผนงานในระดับชุมชน ทำให้การดำเนินการช่วยเหลือเป็นไปได้ ไม่ดีเท่าที่ควร (กรุงเทพธุรกิจ)

 

ข้อเสนอแนะ

                         • นายเกรียงศักดิ์ กอวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า ไม่ต้องการให้ประมาทกับสถานการณ์น้ำในปีนี้ แม้ยังไม่สามารถระบุปริมาณน้ำฝนที่ที่แน่นอนได้ ขณะที่กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่ต้องเตรียมพร้อมอย่างมาก เนื่องจากจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอนหากเกิดฝนตกหนัก เพราะในอดีตกรุงเทพฯ เคยประสบปัญหาน้ำท่วมหนักจากปริมาณน้ำฝนที่สูงกว่า 200 มม. ซึ่งตกเพียง วันเดียวนาน 20 ชั่วโมง และ หากปริมาณน้ำฝนมากถึง 500 มม. อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงสนามบิน สุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการด้วย เพราะบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ต่ำ (โลกวันนี้, ข่าวสด, โพสต์ทูเดย์, ไทยรัฐ, มติชน, ไทยโพสต์, เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน)

                         • ดร.รอยล จิตรดอน ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการตกของฝน ส่งผลให้มีความจำเป็นต้องรื้อรูปแบบการวางแผนรับมือน้ำท่วมและน้ำแล้ง รวมทั้งเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ ขณะเดียวกันควรมีโครงสร้างการบริหารจัดการน้ำแบบชุมชนมารองรับเพื่อแก้ไขปัญหา โดยการสร้างสระพ่วงขนาดเล็กลงทุนต่ำ แต่มีจำนวนมาก ออกแบบไว้ในพื้นที่ท้ายเขื่อนที่ฝนตก เพื่อกักเก็บน้ำและป้องกันน้ำท่วม (กรุงเทพธุรกิจ)

                         • ดร.ทวิดา กมลเวชช คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะนักวิชาการด้านการจัดการภัยพิบัติ กล่าวว่า ภัยพิบัติเป็นปัญหาที่ต้องอาศัยกระบวนการจัดการรูปแบบใหม่ เนื่องจาก มีลักษณะเฉพาะบางอย่างทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างไม่เหมาะสม ที่สำคัญต้องทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่ รวมถึงการมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชน เพื่อรับทราบถึงสิ่งที่ชุมชนต้องการขณะเกิดภัยพิบัติ (กรุงเทพธุรกิจ)

                         • นาวาอากาศเอก (พิเศษ) นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า ควรมีหน่วยงานรัฐทำหน้าที่บูรณาการจัดการในพื้นที่ โดยต้องเป็นหน้าที่ร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน คือ หน้าที่ของรัฐที่จะส่งเสริมและให้ความรู้ความเข้าใจประชาชน ขณะที่หน้าที่ของประชาชน คือ จะต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

สิ่งสำคัญสำหรับการเริ่มต้นจัดการภัยพิบัติในอนาคต คือ ต้องเปลี่ยนความเชื่อและมาตรการเตรียมพร้อมเรื่องความปลอดภัย รวมทั้งควรจัดการเรื่อง ‘สื่อภัยพิบัติในภาวะวิกฤติ' และมีตัวกลางที่ทำหน้าที่สื่อสารผ่านสื่อสู่ประชาชนเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ซึ่งอาจเป็นสื่อมวลชน หรือผู้ที่ทำหน้าที่ให้ความกระจ่างกับชุมชนได้ (กรุงเทพธุรกิจ)

 

---- ------ (ธนัตถ์ชวนันทน์.. วิเคราะห์ข่าว)

แหล่งที่มาข้อมูล : http://www.prbangkok.com/วิเคราะห์ข่าว/19791-การเตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำ

 

จำนวนคนอ่าน 13857 คน

คุณเห็นด้วยหรือไม่

Login

จำนวนคนโหวต 0 คน

เห็นด้วย 0 คน

0.00%

ไม่เห็นด้วย 0 คน

0.00%

 แสดงความคิดเห็น

** กรุณาเข้าสู่ระบบก่อน จึงจะสามารถแสดงความคิดเห็นได้ LoginRegister