ข่าวเด่น ประเด็นร้อน
โดยสรุปสาระสำคัญ ปัญหาอุปสรรค/ผลกระทบ และข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวได้ ดังนี้
สาระสำคัญ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ( DSI ) กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ประจำเดือนมิถุนายน 2555 วันที่ 27 มิถุนายนนี้ DSI เตรียมเสนอให้ กคพ. ซึ่งมี ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมพิจารณารับคดีทั่วไปเป็นคดีพิเศษ รวม 5 เรื่อง ประกอบด้วย (1) คดีบุกรุกเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.ปราจีนบุรี (2) คดีการนำกากขยะสารเคมีมีพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมมาลักลอบทิ้งใน ต.หนองรี อ.เมืองฯ จ.ชลบุรี (3) คดีทุจริตโครงการ รับจำนำข้าวในพื้นที่ จ.สระแก้ว และ จ.นครนายก (4) คดีเงินบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยปี 2553 ซึ่งบริษัท อีสท์วอเตอร์ จำกัด บริจาคเงิน 1 ล้านบาท เข้าบัญชีพรรคประชาธิปัตย์เพื่อส่งผ่านไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี ในชื่อบัญชีช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วม ก่อนที่พรรคประชาธิปัตย์จะรวบรวมเงินบริจาคในบัญชีดังกล่าว 36 ล้านบาท โอนเข้าบัญชีสำนักนายกรัฐมนตรี และ (5) คดีการอนุมัติขยายอายุสัมปทานการเดินรถไฟฟ้า BTS ให้ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC ) ซึ่ง รมว.กระทรวงมหาดไทย (มท.) ทำหนังสือยืนยันอำนาจในการลงนามสัญญาเกี่ยวกับสัมปทานการเดินรถระบบรางเป็นของ รมว.มท. ไม่ใช่ ผว.กทม. ขณะที่ ผว.กทม. BTSC และบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (KT ) โต้แย้งว่าการลงนามในสัญญาดังกล่าวไม่ใช่การขยายอายุสัมปทาน หรือขยายเส้นทางใหม่ แต่เป็นการดำเนินการเกี่ยวกับการว่าจ้างการเดินรถ 30 ปี ซึ่งเป็นอำนาจของ ผว.กทม. ทั้งนี้ เพื่อให้ DSI มีอำนาจดำเนินการตามกฎหมายต่อไป (กรุงเทพธุรกิจ, คม ชัด ลึก) นายสกลธี ภัททิยกุล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณี DSI จะมีการประชุม กคพ. ในวันที่ 27 มิถุนายน เพื่อพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ 2 ประเด็น คือ กรณีที่ กทม. มอบหมายให้บริษัท KT ว่าจ้าง BTSC เดินรถไฟฟ้า BTS ระยะเวลา 30 ปี และกรณีเงินบริจาคช่วยภัยน้ำท่วมของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่ง ฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่า DSI ไม่มีอำนาจในการรับเรื่องดังกล่าว มาพิจารณาเป็นคดีพิเศษ เนื่องจากเรื่องดังกล่าวอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอดคล้องกับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป.ป.ช.ฯ มาตราที่ 66 ซึ่งให้อำนาจ ป.ป.ช. พิจารณาความผิดของข้าราชการการเมือง เพราะก่อนหน้านี้เคยมีคดีบรรทัดฐานเช่นเดียวกันไว้ เช่น คดีกล้องโทรทัศน์วงจรปิดของ กทม. ซึ่งนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดี DSI ยอมรับว่าไม่มีอำนาจ รวมทั้ง DSI ยังเคยสอบถามคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่องการทุจริตของสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มท. ก็ได้รับคำตอบว่าไม่มีอำนาจเช่นกัน เนื่องจาก DSI ไม่สามารถพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการการเมืองได้ (มติชน, เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน, เดลินิวส์, โลกวันนี้, พิมพ์ไทย, ไทยรัฐ, ไทยโพสต์) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมช.กระทรวงคมนาคม (คค.) กล่าวว่า กรณี กทม. ต่อสัญญาเดินรถไฟฟ้า BTS เป็น 30 ปี โดยระบุเป็นสัญญาจ้าง โครงการนี้มีลักษณะเหมือนกับโครงการรถไฟฟ้า สายสีม่วงบางใหญ่ – บางซื่อ โดยฝ่ายรัฐเป็นผู้ลงทุนด้านโยธาและจ้างเอกชนเป็นผู้เดินรถ ภาครัฐจะจัดเก็บ ค่าโดยสารจ่ายค่าจ้างคืนให้เอกชน ซึ่ง คค. ได้สอบถามไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าโครงการนี้จะเข้าข่าย พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้บริษัทเอกชนเข้าร่วมงานและดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 (พ.ร.บ.ร่วมทุน)หรือไม่ คณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าเข้าข่าย พ.ร.บ.ร่วมทุน เพราะให้เอกชนเป็นผู้จัดหารถมาวิ่ง และมูลค่า โครงการเกินกว่า 1 พันล้านบาท ดังนั้น จึงตั้งข้อสังเกตโครงการขยายระยะเวลาเดินรถให้ BTSC เข้าข่าย พ.ร.บ.ร่วมทุน ด้วยเช่นกัน เพราะให้เอกชนเป็นผู้จัดหารถด้วย (มติชน)
นายสกลธี ภัททิยกุล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุ หากที่ประชุม กคพ. วันที่ 27 มิถุนายนนี้ มีมติรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาเป็นคดีพิเศษ ทีมกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์และ กทม. จะเดินหน้าร้องต่อ ป.ป.ช. ต่อไป ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกับผู้ลงมติเห็นชอบรับเรื่องดังกล่าว รวมทั้งดำเนินคดีอาญากับผู้เกี่ยวข้องด้วย อย่างไรก็ตาม ยืนยันพรรคฯ ไม่กลัวการตรวจสอบ แต่ต้องการเห็นความโปร่งใสและเป็นธรรม (มติชน, เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน, เดลินิวส์, โลกวันนี้, พิมพ์ไทย, ไทยรัฐ, ไทยโพสต์) รุจิระ บุนนาค ระบุ การที่ DSI ต้องนำเรื่องการต่อสัญญาเดินรถไฟฟ้า BTS เข้าสู่การพิจารณาของ กคพ. ก่อน ย่อมแสดงว่า หากพิจารณาโดยทั่วไปแล้ว กรณีการต่อสัญญาเดินรถไฟฟ้า BTS ที่มีผู้นำเรื่องไปร้องต่อ DSI มิได้มีลักษณะที่เข้าเงื่อนไขในการเป็นคดีพิเศษใน 51 ฐานความผิด ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้แล้ว จะเห็นว่าเป็นการต่อสัญญาจ้างเดินรถ ไม่ใช่เป็นการต่ออายุสัญญาสัมปทาน เนื่องจากส่วนต่อขยายทั้งหมดเป็นของ กทม. รายได้จากค่าบริการทั้งหมดจึงตกเป็นของ กทม. บริษัทผู้รับจ้างจะได้รับผลตอบแทนเป็นค่าจ้างเท่านั้น โดยจะไม่มีสิทธิ หรืออำนาจในการบริหารทรัพย์สินใด ๆ นอกจากนี้ การที่ KT เป็นหน่วยงานของรัฐรูปแบบหนึ่ง ในกรณีที่มีผู้ร้องเรียนถึงการทำหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าจะมีการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบในการต่อสัญญารถไฟฟ้าดังกล่าวหรือไม่นั้น หาก DSI จะรับเรื่องนี้ไว้ดำเนินการด้วยเหตุใดๆ จะเป็นการกระทำที่อยู่เหนืออำนาจหน้าที่ของ DSI (โพสต์ทูเดย์) นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากการตรวจสอบสัญญาจ้างโครงการบริหารจัดการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร พบมีหลายประเด็นในสัญญา มีข้อเสียเปรียบและคนกรุงเทพฯ ไม่ได้รับประโยชน์จริงตามที่ กทม. กล่าวอ้าง ดังนี้ (1) การทำสัญญาของ กทม. โดยมอบหมายให้ KT ทำสัญญาว่าจ้าง BTSC เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2555 ให้บริการเดินรถในส่วนต่อขยายสายสุขุมวิทและสายสีลมที่ กทม. ลงทุนเองทั้งหมดในครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งจะเรียกว่าต่อสัญญาไม่ได้ เพราะสัญญาสัมปทานเดิมยังไม่สิ้นสุด โดย ตั้งข้อสังเกต กทม. ล็อกสเปกในสัญญาส่วนต่อขยายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้สัญญาหลักของเอกชน (2) เหตุใดในส่วนต่อขยายไม่ทำสัญญาจ้าง BTSC เดินรถไปอีก 17 ปี เพื่อให้ระยะเวลาในสัญญาการเดินรถหมดไปพร้อมกัน แล้วจึงเปิดประมูลพร้อมกันใหม่ทั้งระบบ เพื่อให้บริษัทอื่น ๆ เข้ามาแข่งขันได้ และ กรณีนี้คนกรุงเทพฯ ได้อะไรจากการทำสัญญาครั้งนี้ เนื่องจากค่าโดยสารไม่ได้ลดลง (3) การเดินรถต้องมีการซ่อมบำรุงทุก ๆ 6 ปี Overhaul ทุก 15 ปี และ Maintenance ครั้งใหญ่ ซึ่ง BTSC คิดค่า Maintenance กับ KT เนื่องจากรับจ้างเดินรถ โดยช่วงปีท้าย ๆ ต้องมีการซ่อมบำรุงใหญ่ หากเกิดกรณีมีปัญหา BTSC จะคิดค่าใช้จ่ายกับ กทม. แสดงให้เห็นว่า ปีหลัง ๆ BTSC ต้องซ่อมบำรุงและใช้อะไหล่ต่าง ๆ ซึ่งมีราคาสูงมาก (4) กทม. ต้องจ่ายชดเชยให้ BTSC เนื่องจากส่วนต่อขยายในช่วงสั้น ๆ วิ่งแล้วขาดทุน กทม. จึงตั้งงบฯ ของ กทม. จ่ายชดเชยให้ BTSC ในปี 2555 – 2572 รวม 6,472 ล้านบาท เหตุใด กทม. ไม่เจรจาให้ BTSC รับภาระตรงนี้ไป ในเมื่อหลังจากปี 2572 ในส่วนของเส้นทางหลักจะกลับเป็นของ กทม. และรายได้ต่าง ๆ จะเป็นของ กทม. (กรุงเทพธุรกิจ) รู้สึกแปลกใจที่นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รผว.กทม. ยังคงมุ่งพูดถึงประเด็นเรื่อง DSI ไม่มีอำนาจตรวจสอบกรณีสัญญาสัมปทานเดินรถไฟฟ้า BTS ที่กำลังเป็นปัญหา ทั้งที่กรณีเหล่านี้มีข้อกฎหมายกำหนด เมื่อไม่มีอำนาจตรวจสอบตามกฎหมายจริง สุดท้ายย่อมตรวจสอบ กทม. ไม่ได้อยู่แล้ว จึงไม่แน่ใจประชาชนจะได้รับความกระจ่างในกรณีสัญญามูลค่า 3 แสนล้านของ กทม. นี้เมื่อใด (รอบกรุง – ข่าวสด)
ข้อเสนอแนะ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมช.คค. กล่าวว่า เมื่อโครงการต่อสัญญาเดินรถไฟฟ้า BTS เข้าข่าย พ.ร.บ.ร่วมทุน จะทำให้การพิจารณาโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบมากขึ้น โดยเฉพาะหากให้เอกชนเป็นผู้จัดการเรื่องนำรถมาวิ่งและ กทม. ต้องจ่ายเงินให้เอกชนจำนวนมาก ดังนั้น กทม. จึงควรดำเนินการตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน ซึ่งมีกระบวนการพิจารณาและมีหลายหน่วยงานมาช่วยตรวจสอบ เนื่องจาก คค. มีประสบการณ์ทำงานเรื่องนี้มาแล้ว จึงไม่ต้องการให้ กทม. ทำผิดกฎหมาย(มติชน) รุจิระ บุนนาค กล่าวว่า ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา DSI หยิบยกเรื่องที่เป็นประเด็นอยู่ในความสนใจของสังคมเข้ามาดำเนินการเกือบทุกเรื่อง จนประชาชนเริ่มมีความรู้สึกว่า DSI เป็นเสมือนยาสามัญประจำบ้านไปเสียแล้ว แต่ หาก DSI ปรับเปลี่ยนท่าทีให้เป็นหน่วยงานของทุกรัฐบาลที่ต้องดำเนินการเรื่องที่ สมควรและสำคัญมากจริง ๆ ประชาชนจะรู้สึกว่า DSI เป็นเหมือนกับ F.B.I. (Federal Bureau of Investigation) ของประเทศสหรัฐฯ (โพสต์ทูเดย์) กรณีสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้า BTS ที่กำลังเป็นปัญหา สังคมยังเต็มไปด้วยความสงสัยต่อ ข้อกล่าวหาที่ว่าเอื้อประโยชน์เอกชน ขณะที่ การชี้แจงของ กทม. ทำเพียงแจกจ่ายสมุดปกขาว กทม. จึงควรเร่ง ทำความกระจ่างให้ประชาชนคลายสงสัยมากกว่านี้ (รอบกรุง – ข่าวสด) เมื่อเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยต้องยอมรับการตรวจสอบ จะหลีกหนีเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ จึงมีหน้าที่ที่ต้องพิสูจน์ในชั้นศาล หากมีหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ก็นำมาหักล้างกัน( www.manager.co.th) หากเห็นว่าอธิบดี DSI ทำผิดจริง ควรฟ้องเอาผิดในฐานเป็นเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ เพื่อจะได้มีความชัดเจนเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ DSI ( www.posttoday.com)
|
<< ย้อนกลับ |
<< ย้อนกลับ |

.jpg)



จำนวนคนอ่าน 6325 คน
คุณเห็นด้วยหรือไม่
จำนวนคนโหวต 0 คน
เห็นด้วย 0 คน
ไม่เห็นด้วย 0 คน
แสดงความคิดเห็น
** กรุณาเข้าสู่ระบบก่อน จึงจะสามารถแสดงความคิดเห็นได้
