ข่าวสารกรุงเทพฯ


         ยุทธศาสตร์การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน โดยสรุปสาระสำคัญ ปัญหาอุปสรรค/ผลกระทบ และข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวได้ ดังนี้

 

         สาระสำคัญ

น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งในการประชุมเชิงปฏิบัติการ ‘ ยุทธศาสตร์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ’ โดยมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) หัวหน้าส่วนราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม ผู้ว่าราชการจังหวัด (ผวจ.) ทั่วประเทศ และตัวแทนภาคเอกชนเข้าร่วมว่า ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเป็นศัตรู สำคัญของประเทศ เพราะทำให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณโดยไม่จำเป็น ทั้งยังเป็นบ่อนทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ รวมทั้งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการประกอบธุรกิจ ดังนั้น ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง หากสามารถกำจัดวงจรการทุจริตไม่ให้เกิดขึ้น จะทำให้การพัฒนาประเทศเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศไทยให้กลับคืนมาได้

 

 

ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์การทำงานของรัฐบาลจะยึดตามหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีกระแสรับสั่ง ‘ การทำงานต้องระเบิดจากข้างใน ’ คือ ต้องสร้างให้เกิดความเข้มแข็งในชุมชน เพื่อให้มีความพร้อม รับการพัฒนาเสียก่อน แล้วถึงออกมาสู้กับสังคมภายนอก ไม่ใช่นำความเจริญจากภายนอกเข้าไปหาชุมชนโดยที่ ยังไม่พร้อม ซึ่งแผนงานเร่งด่วนที่รัฐบาลจะดำเนินการมี 4 แนวทาง คือ (1) รณรงค์ปลุกจิตสำนึกและสร้างความ ตระหนักเรียนรู้ร่วมกัน โดยจะทำป้ายสัญลักษณ์ ‘ ไม่รับสินบน ’ ไว้ที่จุดบริการประชาชน พร้อมมอบรางวัลให้กับข้าราชการที่มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีผลงานต่อต้านการคอร์รัปชัน (2) การพัฒนาองค์กร ส่งเสริมให้ส่วนราชการจัดทำข้อเสนอการเปลี่ยนแปลงเพื่อความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของตน ปรับปรุงกระบวนการหลักที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตคอร์รัปชันผ่านการเรียนรู้จากการปฏิบัติการจริง เพื่อให้ข้าราชการ ทุกภาคส่วนร่วมกันพัฒนาหน่วยงานของตน ภายใต้แนวคิด ‘ 1 หน่วยงาน 1 ข้อเสนอการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้าง ความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ (Clean Initiative) ’ โดยส่งให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ (ก.พ.ร.) พิจารณาภายใน 1 เดือน แนวคิดดังกล่าวทำให้จะได้นวัตกรรมความโปร่งใสให้กับ 159 ส่วนราชการ 76 จังหวัด รวม 235 นวัตกรรม โดยจะเริ่มดำเนินการในหน่วยงานราชการให้สำเร็จ ก่อนขยายการดำเนินการไปยัง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และภาคเอกชนต่อไป (3) การตรวจสอบและเฝ้าระวังเชิงรุก โดยจัดตั้ง ศูนย์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ในการรับแจ้งเบาะแส เรื่องร้องเรียน การป้องกันและปราบปราม และเชื่อมโยง การรายงานทั้งหมดไปที่ศูนย์บัญชาการนายกรัฐมนตรี ซึ่งสามารถร้องเรียนผ่านสายด่วน 1206 และ (4) การปราบปราม อย่างจริงจังและการลงโทษที่เข้มงวด โดยจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องควบคู่กับการมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ แก่องค์กรดีเด่นในการปราบปรามเรื่องดังกล่าว (กรุงเทพธุรกิจ, มติชน, บ้านเมือง, ข่าวสด, ไทยรัฐ, ไทยโพสต์, เดลินิวส์, สยามรัฐ, โพสต์ทูเดย์)

 

 

นาย ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า การขับเคลื่อนนโยบายยุทธศาสตร์ชาติ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ในทุกภาคส่วนมี 4 เรื่อง ประกอบด้วย (1) ให้ความสำคัญในงานป้องกัน คือ การปลูกฝังจิตสำนึก คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม เพื่อให้คนที่มีความซื่อสัตย์สามารถยืนอยู่ได้ในสังคม (2) ต้องรวมพลังแผ่นดินร่วมกัน ขับเคลื่อนและเดินไปข้างหน้า จะให้ภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่งดำเนินการเพียงลำพังไม่ได้ (3) เสริมสร้างความแข็งแกร่ง ให้กับหน่วยงานที่ต่อต้านการทุจริต ซึ่งถือว่าสำคัญมากในการมี ‘ เครื่องมือ ’ คือ กฎหมายทำให้เกิดการบังคับใช้ อย่างจริงจัง และ (4) การสร้างบุคลากรมืออาชีพที่มีความรู้และคุณภาพ เพราะการทุจริตเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน ซึ่งขณะนี้ ป.ป.ช. ได้ก่อตั้งสถาบัน ‘ สัญญาธรรมศักดิ์ ’ เพื่อป้องกันปราบปรามการทุจริต และผลิตบุคลากรให้เป็น มืออาชีพมากขึ้น (กรุงเทพธุรกิจ, มติชน, บ้านเมือง, ข่าวสด, ไทยโพสต์, เดลินิวส์)

พ.ต.อ. ดุษฎี อารยวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กล่าวว่า นอกจากการเปิดศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐผ่าน ป.ป.ท. เพื่อเข้าไปตรวจสอบ ตามนโยบายของรัฐบาลแล้ว ป.ป.ท. ยังเปิดรับเรื่องร้องเรียนผ่านเฟซบุ๊ค ‘ คนรุ่นใหม่ ’ เพื่อให้เยาวชนเข้ามา มีส่วนร่วม และรับเรื่องร้องเรียนการทุจริตผ่านระบบเครือข่ายทางสังคม ( Social Network ) หากบุคคลใดต้องการร้องเรียน แต่ไม่ต้องการให้ผู้อื่นทราบ สามารถพิมพ์ข้อร้องเรียนฝากไว้ในกล่องข้อความ จากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.เข้าไปตรวจสอบรับเรื่อง และจะติดต่อกลับไปยังผู้ร้อง (กรุงเทพธุรกิจ)

ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวว่า ขออัญเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวันข้าราชการพลเรือนว่า ‘ ข้าราชการต้องปฏิบัติหน้าที่โดยบริสุทธิ์ คือ ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัว ปฏิบัติเพื่อประชาชนส่วนรวมและบริบูรณ์ คือ ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ โดยตั้งอยู่บนความมีสติ สุดท้ายก็จะทำให้ผู้ปฏิบัติได้รับความดีความชอบ ยศ ตำแหน่ง ’ (มติชน, กรุงเทพธุรกิจ)

นาย ประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชัน กล่าวว่า ภาคีเครือข่ายฯ ได้จัดทำโครงการ ‘ หมาเฝ้าบ้าน ’ ซึ่งได้เปิดตัวไปแล้ว และเปิดรับอาสาสมัครทั่วประเทศเข้าร่วมทำงานและช่วยกันเฝ้าระวังเหตุการณ์ใกล้ตัว เช่น การก่อสร้างที่ใช้งบประมาณแบบไม่ชอบมาพากล จากนั้นให้ทำรายงาน มายังภาคีฯ ก่อนส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ โดยใช้ Social Network เข้าช่วยด้วย ทั้งนี้ เครือข่ายฯ เน้นปลูกฝังให้เยาวชนเห็นถึงความเลวร้ายของการทุจริต ซึ่งได้ดำเนินงานในแล้วหลายโครงการ เช่น โครงการทูตความดี โครงการโตไปไม่โกง โครงการเล่าเรื่องคดโกงโดยศิลปิน โครงการบ้านสีขาว เป็นต้น (โพสต์ทูเดย์, มติชน, ไทยโพสต์, กรุงเทพธุรกิจ)

 

 

 

ปัญหาอุปสรรค/ผลกระทบ

น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผลการศึกษาขององค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและสหประชาชาติ ( UN ) แสดงให้เห็นว่าการทุจริตเป็นการบ่อนทำลายทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และเป็นสิ่งที่ทุกคนเห็นพ้องร่วมกันต้องแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง แต่การแก้ไขปัญหานี้จะไม่สำเร็จ หากไม่ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน (กรุงเทพธุรกิจ, มติชน, บ้านเมือง, ข่าวสด, ไทยรัฐ, ไทยโพสต์, เดลินิวส์, สยามรัฐ, โพสต์ทูเดย์)

นาย พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รักษาราชการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ระบุน่าเป็นห่วง เนื่องจาก ปัจจุบันนี้มีโครงการก่อสร้างเร่งด่วนหลายโครงการที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก โดยไม่มีระบบการตรวจสอบ ที่มีคุณภาพ และมาตรการเด็ดขาดในการป้องกันการทุจริต ซึ่งอาจทำให้เป็นช่องโหว่ให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันได้ การแก้ไขปัญหาทุจริตประพฤติมิชอบในประเทศไทย จึงควรมีแนวทาง 3 ข้อ คือ (1) ผู้นำบริหารประเทศจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดี (2) กฎหมายการป้องกันการทุจริต รวมถึงอำนาจการตรวจสอบขององค์กรอิสระ และ (3) การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน (โพสต์ทูเดย์, มติชน, ไทยโพสต์, เดลินิวส์)

 

 

 

นาย ประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชัน กล่าวว่า เป็นห่วงรัฐบาลเนื่องจากขณะนี้มีการใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลในหลายโครงการใช้การจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ ซึ่งอาจ เป็นโอกาสให้เกิดการทุจริตอย่างมาก ที่ผ่านมาดัชนีความโปร่งใสของประเทศไทยที่มีคะแนนประมาณ 3 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 ซึ่งถือว่าสอบตก และน่าอับอาย เมื่อเทียบกับประเทศจีนในอาเซียนที่เคยได้คะแนนต่ำกว่า ประเทศไทย แต่ขณะนี้คะแนนความสุจริตสูงกว่าประเทศไทย ซึ่งเป็นสัญญาณว่าประเทศไทยกำลังก้าวถอยหลัง (โพสต์ทูเดย์, มติชน, ไทยโพสต์, กรุงเทพธุรกิจ)

ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวว่า ทุกรัฐบาลเริ่มต้นที่โครงการ ต่อต้านการทุจริตเหมือนกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ไม่เกิดขึ้นจริง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องหยุดทุจริตและไม่ทุจริตเสียเอง (มติชน, กรุงเทพธุรกิจ)

นาย ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ระบุ ยอมรับจากการประเมินผลการดำเนินงานที่ผ่านมา พบ 4 ยุทธศาสตร์ที่ ป.ป.ช.ดำเนินการยังมีข้อจำกัด ซึ่งในอนาคตจะต้องได้รับการแก้ไขปรับปรุง เพื่อให้การขับเคลื่อนรุดหน้าต่อไป โดยเฉพาะการประสานงานกับสำนักงานป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และ ป.ป.ท. ให้มากขึ้นกว่าเดิม (กรุงเทพธุรกิจ, มติชน, บ้านเมือง, ข่าวสด, ไทยโพสต์, เดลินิวส์)

นาย ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุที่ ผ่านมารัฐบาลไม่ให้ความสนใจ รวมทั้งพยายามทำให้กฎหมายและองค์กรอิสระที่ตรวจสอบรัฐบาลอ่อนแอลง ที่เห็นชัดเจนคือ การที่ ป.ป.ช. พยายาม ทำหน้าที่ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2554 ที่กำหนดให้ ป.ป.ช. มีหน้าที่รายงานต่อ ครม. เพื่อสั่งการให้หน่วยงานรัฐ จัดทำข้อมูลเกี่ยวกับ การจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อเปิดเผยให้ประชาชนตรวจสอบได้ แต่ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี คัดค้าน ทำให้พบการทุจริตเกี่ยวกับงบประมาณความช่วยเหลือฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วม และโครงการตาม พ.ร.ก.เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีประกาศ 4 แผนเชิงรุก เพื่อแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน จึงไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้ เพราะหน่วยงานต่างๆ ที่ต้องปฏิบัติตามเป็นหน่วยงานที่ต้องทำตามคำสั่งของรัฐบาล ไม่ใช่หน่วยงานป้องกันการทุจริต (กรุงเทพธุรกิจ, มติชน, ไทยโพสต์, เดลินิวส์)

ต้องยอมรับว่า การทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นและเป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศไทย ลำพังข้าราชการที่เป็นผู้ปฏิบัติตามนโยบาย ไม่สามารถทุจริตได้ง่ายๆ หากไม่มีนักการเมืองระดับชาติ หรือคนระดับ รัฐมนตรีชี้นำสั่งการอยู่เบื้องหลัง เพราะเป็นที่ทราบกันว่า ประชาธิปไตยระบบตัวแทน ที่ตัดสินกันด้วยการเลือกตั้งแบบไทยๆ มีต้นทุนสูง ต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อให้ได้ชัยชนะในการเลือกตั้งเข้าสู่อำนาจรัฐ เมื่อต้นทุนในการ เข้าสู่อำนาจสูงขึ้น การทุจริตคอร์รัปชันก็ยิ่งรุนแรงตามไปด้วย การแก้ปัญหาจึงต้องแก้ที่สาเหตุ คือ กำจัดวงจรอุบาทว์ ของนักการเมือง หากแก้ที่เหตุไม่ได้ ก็ไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันได้ หรือแม้แต่จะทำให้การทุจริตคอร์รัปชันลดน้อยลง ก็ยังเป็นเรื่องที่ยาก (บทความ–ไทยรัฐ)

ปัญหาการคอร์รัปชันในประเทศไทย ฝังรากลึกลงไปในสังคมจนยากที่จะเยียวยาในทุกภาคส่วน ตั้งแต่หน่วยงานเล็กจนถึงหน่วยงานใหญ่ แม้กระทั่งหน่วยงานอย่าง กทม. ซึ่งศาลปกครองสั่งลงโทษให้จ่ายค่าเสียหายให้ครอบครัวผู้เสียชีวิต จากกรณีเหตุเพลิงไหม้ซานติก้าผับ เพราะเห็นว่า กทม. ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบ ต่อสถานบริการละเลยให้มีการเปิดสถานบริการเกินเวลา จนเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้น (บทบรรณาธิการ– โพสต์ทูเดย์)

แปลกใจที่การประกาศยุทธศาสตร์ต่อต้านคอร์รัปชันของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ เหตุใด จึงพุ่งเป้าไปที่ข้าราชการเป็นหลัก ทั้งที่หากพิจารณาแล้ว กระบวนการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทยส่วนใหญ่ เป็นการสมคบกันระหว่างนักการเมือง โดยเฉพาะผู้ที่มีตำแหน่งใหญ่ในกระทรวงต่างๆ จับมือกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และพ่อค้า บริษัทผู้รับเหมา ร่วมกันทุจริตคอร์รัปชันเบียดบังงบประมาณแผ่นดิน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ให้ความร่วมมือ การทุจริตจะเกิดขึ้นไม่ได้ แต่เหตุใดรัฐบาลกลับเน้นที่การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันของข้าราชการ เหมือนตั้งใจโยนบาปให้ข้าราชการ (บุคคลในข่าว–ไทยรัฐ)

 

 

ขณะนี้ ยังไม่มีการวางมาตรการ หรือระเบียบที่สามารถป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน ในโครงการป้องกันน้ำท่วมต่างๆ ของรัฐบาลซึ่งใช้งบประมาณจำนวนมาก และเหตุใดเว็บไซต์ของกระทรวงการคลังที่จะแจ้งรายละเอียดการก่อสร้างโครงการป้องกันน้ำท่วมในท้องที่ต่างๆ ไม่เปิดให้ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบรายละเอียด เพื่อช่วยควบคุมป้องกันการกระทำการทุจริต อันอาจเกิดขึ้นจากผู้รับเหมาหรือข้าราชการได้ ( www.pantip.com )

วัฒนธรรมระบบอุปถัมภ์ ทุนบริโภคนิยม ประกอบกับความโลภเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทยที่ทำให้เกิดการทุจริต โดยเฉพาะในระบบราชการที่ทุจริตอย่างเป็นขบวนการ โดยมีนักการเมืองเป็นบุคคลตั้งต้นสำคัญในการทุจริต ก่อนส่งต่อให้ข้าราชการและนายทุน ( www.posttoday.com )

 

 

ข้อเสนอแนะ

น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากดัชนีชี้วัดการทุจริตคอร์รัปชันในรอบ 18 ปีที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นสถานการณ์ต่างๆ ว่าไม่ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในปี 2550–2554 ที่อยู่ในระดับ 3.3–3.5 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 ดังนั้น นโยบายของรัฐบาลในการป้องกันปราบปรามการทุจริตในภาครัฐจะมีความจริงจัง โปร่งใส มีธรรมาภิบาล ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเกิดประโยชน์ต่อประเทศโดยรวม ซึ่งรวมถึงการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายต้องไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง ต้องให้ความเป็นธรรมกับบุคคลโดยยึดหลักประสบการณ์ ความรู้ และความสามารถ (กรุงเทพธุรกิจ, มติชน, บ้านเมือง, ข่าวสด, ไทยรัฐ, ไทยโพสต์, เดลินิวส์, สยามรัฐ, โพสต์ทูเดย์)

นาย ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ปัจจุบันการทุจริต มีความซับซ้อนมาก ดังนั้น ในระยะสั้นควรมีการแก้ไขขั้นตอนการเสนอโครงการต่างๆ โดยระหว่างการเสนอแผนงานโครงการต้องมีการประเมินและการบริหารความเสี่ยงในทุกขั้นตอน เพื่อประกอบการขออนุมัติงบประมาณจากสำนักงบประมาณ และรายงานต่อสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดยเฉพาะความเสี่ยงเรื่องการทุจริตต่างๆ ในโครงการขนาดใหญ่ รวมถึงการจัดซื้อจัดจ้าง จะต้องมีการกำหนด ราคากลางไว้ในระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ ซึ่ง ป.ป.ช. ได้เสนอเรื่องนี้ต่อรัฐบาลแล้ว ส่วนมาตรการระยะยาว ต้องมีการศึกษา เน้นการสร้างคนเก่งและคนดีมีคุณธรรม (กรุงเทพธุรกิจ, มติชน, บ้านเมือง, ข่าวสด, ไทยโพสต์, เดลินิวส์)

นาย พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รักษาราชการแทนผู้ว่าการ สตง. กล่าวว่า แนวทางการแก้ไข ปัญหาทุจริตที่จะทำให้เกิดผลสำเร็จได้ ต้องแก้ที่ตัวบุคคลและหน่วยงานราชการที่เป็นอุปสรรค เช่น หากทำผิดแล้วรับสารภาพจะลดโทษลงครึ่งหนึ่ง หรือช่วยเหลือกันในกรณีถูกไล่ออกจากราชการแล้ว ยังสามารถกลับเข้ามารับราชการได้ใหม่ เพราะมีการล้างมลทิน ฯลฯ ซึ่งทำให้ประเทศไทยก้าวหน้าช้ากว่าประเทศอื่น นอกจากนี้ หากประชาชนให้ความร่วมมือช่วยเป็นหูเป็นตาอย่างจริงจังจะทำให้การปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันประสบผลสำเร็จได้ (โพสต์ทูเดย์, มติชน, ไทยโพสต์, เดลินิวส์)

นาย ประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชัน เสนอให้ประเทศไทย มีศาลพิเศษพิจารณาเฉพาะคดีทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งควรดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 ปี ใครทำผิดต้องนำมาลงโทษอย่างเด็ดขาดไม่เช่นนั้นจะไม่มีความเกรงกลัว เพราะประเทศไทยเป็นสังคมพรรคพวก ทำให้เกิดความลำบากใจ ในการตัดสินความผิด ขณะที่ภาคเอกชนต้องหันมาป้องกันและร่วมมือไม่ให้เกิดการกระทำผิด (โพสต์ทูเดย์, มติชน, ไทยโพสต์, กรุงเทพธุรกิจ)

ปริญญา ชูเลขา กล่าวว่า การประกาศยุทธศาสตร์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันและแผนงาน เชิงรุกของรัฐบาล แม้จะเป็นกิจกรรมเชิงรุกเพื่อกระตุ้นเตือนข้าราชการ และทำให้ประชาชนเห็นภาพการทำงานของรัฐบาลอย่างจริงจัง แต่เพียงการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ อาจไม่สามารถป้องกันและปราบปรามปัญหา การทุจริตคอร์รัปชันได้ แต่ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะกล้าเอาผิด หรือลงโทษขั้นเด็ดขาดกับนักการเมืองที่ทุจริตได้หรือไม่ ซึ่งหากทำได้จริงจะเป็นการเริ่มต้นสร้างบรรยากาศน่าเชื่อถือในการปราบปรามการทุจริตให้เกิดขึ้นในสังคมไทยได้( www.posttoday.com )

การที่รัฐบาลประกาศเจตนารมณ์ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันในวงราชการ ถือเป็นเรื่องดี เพราะการทุจริตคอร์รัปชันเป็นมะเร็งร้ายที่เกาะกินประเทศมายาวนาน และนับวันจะยิ่งทวี ความรุนแรงมากขึ้น (บทความ–ไทยรัฐ)

เห็นด้วยอย่างยิ่งกับแนวทางของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศยุทธศาสตร์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน แต่จะให้ดีกว่านี้ต้องสามารถผลักดันแผนสู่การปฏิบัติ เพราะที่ผ่านมา หลายรัฐบาลมักมีแผนงานเช่นนี้ และดูเหมือนแผนงานจะเข้มข้น แต่ประชาชนผู้เสียภาษี กลับไม่เห็นผลในทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ในทางกลับกัน สังคมกลับเผชิญกับปัญหาคอร์รัปชันที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และขยายลงลึกทุกวงการ ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องผลักดันนโยบายปราบปรามทุจริตให้เห็นผลในเชิงรูปธรรมให้ได้ ขณะเดียวกัน ภาคประชาชนต้องผนึกกำลัง รวมกลุ่มสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งพอที่จะต่อต้านและปฏิเสธการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนทั้งสังคมและเห็นผลในทางปฏิบัติ(บทบรรณาธิการ–กรุงเทพธุรกิจ)

ปัญหาคอร์รัปชันที่ฝังลึกในประเทศไทย หน่วยงานรัฐคงแก้ไขเพียงลำพังไม่ได้ แต่ต้องรวมพลังกัน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อผลักดันให้การเกิดการแก้ไขปัญหาเป็นรูปธรรม ซึ่งอาจต้องจัดทำวาระแห่งชาติ สร้างค่านิยมใหม่ให้กับคนในสังคมว่าคนโกงจะต้องถูกลงโทษ และรัฐบาลควรตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้ก่อนจะสายเกินไป(บทบรรณาธิการ–โพสต์ทูเดย์)

เห็นด้วยอย่างยิ่งที่รัฐบาลเริ่มใส่ใจปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน และตั้งศูนย์ต่อต้านการทุจริต คอร์รัปชันแบบบูรณาการขึ้น เพราะในห้วง 8–9 เดือนที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ บ่อยครั้งว่าเกิดปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน เรียกรับผลประโยชน์จากผู้รับเหมาและบริษัทก่อสร้างที่ประมูลงาน ในกระทรวงต่างๆ หลายรูปแบบ (บุคคลในข่าว–ไทยรัฐ)

หากต้องการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันให้ถึงต้นตอ ต้องเลิกล้มระบบธุรกิจการเมือง เลิกซื้อเสียง ซื้ออำนาจ ขณะที่พรรคการเมืองต้องเลิกซื้อ ส.ส.หรือซื้อพรรคเล็ก นอกจากนี้ต้องทำให้ระบบ การตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจแข็งแกร่ง แต่หากลดอำนาจ หรือยุบองค์กรอิสระ หรือศาล ดังที่นักการเมือง บางฝ่ายเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั่นอาจเป็นการส่งเสริมให้เกิดการทุจริตมากขึ้น (บทบรรณาธิการ–ไทยรัฐ)

ควรตั้งรางวัลนำจับข้าราชการที่ทุจริตคอร์รัปชัน โดยให้ประชาชนผู้แจ้งเบาะแสเป็นผู้ได้ รับรางวัลนั้น เพื่อทำให้การปราบปรามทุจริตเกิดความสมบูรณ์ นอกจากนี้ควรส่งเสริมให้คนเก่งและคนดีเข้ามา รับราชการมากขึ้น ( www.pantip.com )

 

-------ธนัตถ์ชวนันทน์-------วิเคราะห์สถานการณ์ข่าว


แหล่งที่มาข้อมูล : http://www.prbangkok.com/วิเคราะห์ข่าว/23702-ยุทธศาสตร์การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน
 

จำนวนคนอ่าน 14779 คน

คุณเห็นด้วยหรือไม่

Login

จำนวนคนโหวต 0 คน

เห็นด้วย 0 คน

0.00%

ไม่เห็นด้วย 0 คน

0.00%

 แสดงความคิดเห็น

** กรุณาเข้าสู่ระบบก่อน จึงจะสามารถแสดงความคิดเห็นได้ LoginRegister