โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาและแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางสังคมใน กทม.


กทม. เผยผลวิจัยโครงการลด เหลื่อม ล้ำ หลังสำรวจชุมชน 96 แห่งในกรุงเทพฯ
ชี้ปัญหาขาดโอกาสเข้าถึงทรัพยากรรัฐและต้องการระบบการศึกษาที่เท่าเทียม


กรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงผลการศึกษาวิจัยโครงการลด เหลื่อมล้ำ โดยหลังจากระดมทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย 25 แห่ง ลงพื้นที่ชุมชน 96 แห่ง ทั่วกรุงเทพมหานคร สำรวจความคิดเห็นและความต้องการแท้จริงของคนในพื้นที่ สรุปประเด็นปัญหาพบมากที่สุดคือประชาชนขาดโอกาสเข้าถึงทรัพยากรของรัฐ อีกทั้ง ส่วนใหญ่ยังต้องการเข้าถึงระบบการศึกษาและการพัฒนาเยาวชนอย่างเท่าเทียม ตั้งเป้าหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันหาแนวทางพัฒนาและแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางสังคมต่อไป

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร  ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครได้ร่วมกับสถาบันพัฒน บริหารศาสตร์ (นิด้า) ดำเนินการ โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาและแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางสังคมในเขตกรุงเทพมหานคร หรือ โครงการลด เหลื่อม ล้ำ โดยได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัย 25 แห่ง สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน และสมาคมวิจัยการตลาดแห่งประเทศไทย ลงพื้นที่สำรวจชุมชน 96 แห่งทั่วกรุงเทพมหานคร เพื่อประเมินความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยเริ่มสำรวจเมื่อกลางปี 2554 ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้ การทำวิจัยชุมชนทั้ง 96 แห่ง ได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยได้มีการทำประชาพิจารณ์เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหา ความพึงพอใจ และข้อเสนอแนะ ซึ่งผลวิจัยนี้จะเป็นข้อมูลสำคัญในการใช้แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษาและปัญหาอื่นๆ ของชุมชนในกรุงเทพมหานคร เพื่อพัฒนาชุมชนให้เกิดความเข้มแข็งและส่งเสริมให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตร่วมกันได้อย่างปกติสุขและยั่งยืน

ศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า โครงการนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา เพราะชุมชนเป็นเจ้าของปัญหา อยู่ใกล้ชิดกับปัญหามากที่สุด ซึ่งจะทำให้กรุงเทพมหานครสามารถแก้ไขได้ตรงกับปัญหาที่แท้จริง ซึ่งผลการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจครอบคลุมสาระสำคัญในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม แบ่งออกเป็น 6 ประเด็น ได้แก่ 1.ประเด็นการเข้าถึงระบบการศึกษาและการพัฒนาเยาวชน 2.ประเด็นการพัฒนาด้านกายภาพชุมชน 3.ประเด็นการแก้ไขปัญหาความยากจนและสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชน 4.ประเด็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมโดยอำนาจรัฐ 5.ประเด็นการเข้าถึงทรัพยากรของรัฐ และ 6. ประเด็นการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและการตอบสนองของรัฐต่อความคิดเห็นของชุมชน

สรุปผลด้านสภาพปัญหาพบว่าประเด็นความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ปัญหาการเข้าถึงทรัพยากรของรัฐ เช่น ขาดแคลนสถานที่และอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการและผู้สูงอายุ ไม่มีระบบป้องกันอัคคีภัยที่ดี การลักขโมย เป็นต้น ส่วนประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยรองลงมา คือ ปัญหาด้านกายภาพของชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่ขาดอุปกรณ์หรือระบบความปลอดภัย ไฟส่องสว่างและกล้องวงจรปิดไม่เพียงพอ  นอกจากนี้ หากพิจารณาตามรายหัวข้อจะพบว่าปัญหาที่มีความรุนแรงมากที่สุด ได้แก่ ปัญหาค่าครองชีพ ครัวเรือนมีรายจ่ายมากกว่ารายรับ รองลงมาคือปัญหาหนี้สินและหนี้นอกระบบ ขณะที่ผลสำรวจความต้องการแก้ไขปัญหาระยะสั้นภายใน 1-2 ปี พบว่า ประชาชนมีความต้องการเข้าถึงระบบการศึกษาและการพัฒนาเยาวชนมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ ความต้องการเข้าถึงทรัพยากรของรัฐ ส่วนความต้องการเร่งด่วนภายในเวลา 1 ปี ได้แก่ เพิ่มทุนการศึกษาสำหรับเด็กที่มีผลการเรียนดีและเด็กด้อยโอกาส รองลงมา คือ เพิ่มระบบความปลอดภัยในชุมชนมากขึ้น  

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงพื้นที่ทำให้กรุงเทพมหานครรับรู้สถานการณ์ของชุมชนและทราบว่าชุมชนคาดหวังอะไรในอีก 2-3 ปีข้างหน้า อะไรคือเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ชุมชนเป็นไปตามที่คาดหวัง และอะไรที่ชุมชนต้องการพัฒนาเร่งด่วน บางแห่งต้องการพัฒนาด้านการศึกษา บางแห่งต้องการเทคโนโลยี การดูแลความปลอดภัย   ต้องการฝึกอาชีพ ซึ่งชุมชนได้ระดมความคิดร่วมกันเสนอกิจกรรมที่ต้องการให้เกิดการพัฒนา ทั้งกิจกรรมที่ชุมชนสามารถทำได้เอง รวมทั้งกิจกรรมที่ชุมชนทำร่วมกับหน่วยงานภาครัฐหรือหน่วยงานอื่นๆ และกิจกรรมที่ต้องขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐและหน่วยงานอื่นๆ

“ในเบื้องต้น กรุงเทพมหานครมีงบประมาณสนับสนุนสำหรับจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนากรณีศึกษาให้ชุมชนละ 150,000 บาท เพื่อนำไปแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนของตนก่อน ซึ่งโครงการที่ได้ดำเนินการมาแล้วนั้นมีประมาณ 140 โครงการ ลักษณะโครงการมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับความต้องการเร่งด่วนที่แตกต่างกันในแต่ละชุมชน เช่น การติดตั้งไฟส่องสว่างและการติดตั้งกล้องวงจรปิด เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การพัฒนาลานกีฬาและลานกิจกรรมเพื่อให้ชุมชนได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์อย่างสร้างสรรค์ การฝึกอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้ให้ครอบครัวอยู่ดีมีสุข การทำจักรยานปั่นน้ำเพื่อส่งเสริมสุขภาพและรักษาสิ่งแวดล้อม และการสร้างห้องสมุดไอทีชุมชน เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ทันสมัยของเยาวชน เป็นต้น” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าว